ภาพ 3 มิติ
ความรู้ทั่วไป |
พื้นฐานการถ่ายภาพ |
ระบบต่างๆ |
คำนิยาม |
วีดีโอ 3 มิติ |
ลิ้งค์
|
|
|
| กล้อง 3 มิติ | ||
|
กล้องฟิล์ม Loreo 3D
หรือ Argus Stereo เลนส์ 28 มม., ใช้ถ่าน AA 1 ก้อน
|
"3D Lens in a Cap" ของ Beam Splitter ในเลนส์จะทำให้บันทึกภาพได้ 2 ภาพคู่กัน ในการถ่ายภาพครั้งเดียว
|
กล้อง Horseman 3D ของ |
|
กล้องฟิล์ม Loreo 321 ของ Loreo |
กล้อง 3 มิติ ของ
3DWorld
เป็นกล้องฟิิล์ม แบบ Medium format, เลนส์ 2 ตัวล่าง ไว้สำหรับถ่ายภาพสเตริโอ
เลนส์ตัวบนไว้สำหรับดูภาพ
|
กล้อง Burdlo 3D
|
|
กล้อง Red 3D |
Pokescope Digital 3D Camera Controller
ใช้ในการควบคุมกล้องดิจิตอล 2 ตัว ให้บันทึกภาพในเวลาเดียวกัน
และยังควบคุมฟังก์ชั่นอื่นๆ ได้อีก ได้แก่ on/off, zoom in/out, shutter/focus, menu
|
กล้อง Nimslo มีขนาด กว้าง 130 มม. ยาว 45 มม. สูง 75 มม. มีเลนส์ 30 มม. 4 ตัว f5.6 แบบ fixed focus มี electronic shutter ความเร็ว 1/30 - 1/500 วินาที แต่ละภาพบนฟิล์ม 35 มม. มีขนาด 18x22 มม. |
|
|
![]() FujiFilm FinePix REAL 3D W3 (2010) ![]() Minox PX3D ![]() Stereoscopic Digital Camera (HDC-810) |
![]() ![]() DXG-018 3D camera ![]() Panasonics Lumix H-FT012 12.5mm f/12 3D G Lens for LUMIX cameras |
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
| ||
|
Stereo Pairs คือ ภาพ 2 ภาพ ที่ถ่ายโดยใช้เทคนิค 3 มิติ เมื่อนำมาวางคู่กัน เราจะสามารถมองเห็นเป็น 3 มิติได้ โดยใช้เทคนิคการมองหลายแบบ
3. การดูแบบขนาน ด้วย Stereo Viewer Viewer ในท้องตลาด มีหลายแบบ และหลายราคา บางแบบ ใช้ดูภาพขนาดเล็ก เช่น 3R และ 4R ในขณะที่บางแบบ สามารถใช้ดูภาพ 3 มิติ ขนาดใหญ่ได้ หลักการของ viewer หรืออุปกรณ์ดูภาพ 3 มิติ ก็คือการแยกการมองของตาแต่ละข้าง ให้สามารถเห็น และโฟกัส รูปซ้าย-ขวา ที่เหมาะสม ภาพถ่ายทางอากาศที่เป็น 3 มิติ ได้จากการถ่ายภาพในลักษณะตั้งฉากกับพื้นโลก ในลักษณะต่อเนื่อง ในแนวบิน ภาพที่อยู่ลำดับติดกัน จะมีพื้นที่ที่ซ้อนทับกันได้ เมื่อนำภาพ 2 ภาพนี้ มาวางเรียงกันในแนวซ้าย-ขวา และปรับระยะห่างให้พอเหมาะ ก็จะสามารถใช้แว่น 3 มิติ (แบบที่มีขา แสดงในภาพเล็ก) ดูออกมาเป็น 3 มิติได้ กล้องดูสไลด์ 3 มิติ น่าจะเป็นกล้องที่มีความสะดวกในการดูภาพมากที่สุดแบบหนึ่ง เนื่องจากผู้ดู ไม่ต้องกังวลกับระยะห่างระหว่างภาพ เหมือนกับการดูภาพถ่ายทางอากาศ แค่ใส่ภาพซ้าย-ขวา ให้ถูกต้อง ก็พอแล้ว กล้องส่องจอคอมพิวเตอร์ 3 มิติ จะยุ่งยากกว่ากล้องดูภาพถ่ายทางอากาศ เนื่องจากต้องติดตั้งกับจอคอมฯ แล้วปรับให้แนวการดู ตั้งฉากกับพื้นจอ การดูภาพจากจอคอมฯ เป็นเวลานานๆ อาจทำให้ปวดตาได้ โดยเฉพาะจอที่มี refresh rate ที่ต่ำ Viewer แบบต่างๆ ลองดูได้ที่ www.berezin.com อาทิ Hyper-View Large Format Stereo Print Viewer , Wheatstone Min-Scope , Card (print) Viewers
Link น่าสนใจ : |
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
| ||||||||||
|
Du Hauron นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้คิดค้นระบบภาพเหลื่อมนี้ ในปี ค.ศ.1891 การสร้างภาพ Anaglyph คือการปรับสีภาพ stereo 2 ภาพ แล้วนำมาซ้อนเหลื่อมกัน การดูภาพ Anaglyph นี้ ต้องอาศัยแว่นตาพิเศษ ที่มีสองสี ตามมาตรฐานแล้ว มักใช้สีน้ำเงินสำหรับตาขวา และสีแดงสำหรับตาซ้าย ภาพที่เป็น Anaglyph แท้ (Pure Anaglyph) นั้น ต้นแบบจะทำจากภาพ ขาว-ดำ 2 ภาพ ปรับสีให้เป็นสีแดง และน้ำเงิน ภาพสี ก็สามารถนำมาใช้ทำภาพ Anaglyph ได้ แต่ได้ผลออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากสีจะเพี้ยน
Anaglyph Links :
|
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
|
|
การใช้ Shutter Glasses ในการดูภาพ 3 มิติ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แว่นตาดังกล่าว มี Electronic Shutter ที่จะ 'เปิด' และ 'ปิด' ในความถี่เดียวกัน กับ ภาพที่แสดงบนจอ Monitor การ เปิด/ปิด นี้ จะใช้ สัญญาณไฟฟ้า ในการทำให้ Liquid Crystals เปลี่ยนคุณสมบัติจาก 'โปร่งแสง' เป็น 'ทึบแสง' เพื่ออนุญาตให้ตาเพียงข้างเดียว มองเห็นภาพที่ถูกต้อง บนจอ Monitor Shutter ด้านซ้ายของแว่น จะเปิด ในเวลาเดียวกันที่ ภาพด้านซ้าย แสดงบนจอภาพ จากนั้น Shutter ด้านขวาของแว่น จะเปิด ในเวลาเดียวกันที่ ภาพด้านขวา แสดงบนจอภาพ (Shutter ด้านซ้ายจะปิด) ความถี่ของการสลับภาพ ต้องสูงพอที่จะ 'หลอก' ประสาทตา ให้มองเห็นภาพทั้งสอง ในเวลาเดียวกัน และเห็นเป็นภาพ 3 มิติ ในกรณีที่ความถี่ต่ำเกินไป เราจะเห็นการ 'กระพริบ (flickering)' ของภาพแทน รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้ที่ www.shortcourses.com |
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
|
|
ยังไม่ได้แปลครับ |
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
| |||
|
ระบบนี้ ฟังดูจะค่อนข้างแปลกหน่อย แต่ได้ผลนะครับ ถ้ามีการถ่ายวีดีโอของวัตถุ โดยที่กล้องวีดีโอมีการเคลื่อนที่ไปด้านข้าง ไม่ว่าทางซ้าย หรือขวา หรือ กรณีที่วัตถุที่ถ่ายกำลังหมุน (ในขณะที่กล้องอยู่กับที่) เราสามารถดูวัตถุนั้น เป็น 3 มิติได้ โดยการใช้แว่นตา ที่ด้านหนึ่ง เป็น ฟิลเตอร์มืด ส่วนอีกด้านไม่มี ฟิลเตอร์
Effect นี้ มีชื่อเรียกว่า Pulfrich Effect มีการกล่าวถึง และวิเคราะห์ ครั้งแรก ในปี ค.ศ.1922 การที่เราสามารถเห็นภาพ 3 มิติ จากวีดีโอ 2 มิติ ได้นั้น เนื่องจาก สมองจะ 'แปล' ภาพที่มีแสงน้อย ได้ช้ากว่าภาพปกติ ดังนั้น กว่าที่สมองจะแปลภาพที่มองเห็นผ่าน filter ได้ สมองก็ได้รับภาพ 'ใหม่' จากตาอีกข้าง ที่ไม่มี filter แล้ว เมื่อสมอง 'เห็น' ภาพต่างกันระหว่างตาซ้าย กับตาขวา ก็จะทำการรวมภาพเข้าด้วยกัน และแปลผลออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ถ้าเราใช้ filter ตัดแสงบังตาด้านขวาไว้ จะพบว่า
การทดลองง่ายๆ : ลองแขวนวัตถุสะท้อนแสง เช่น ช้อน หรือ ส้อมโลหะ แล้วทำให้แกว่งในแนวซ้ายขวา (ระยะห่างจากผู้ทดลองคงที่) สวมแว่นตากันแดดที่ถอดกระจกด้านซ้ายออก แล้วมองที่วัตถุ จะพบว่า วัตถุดูเหมือนว่าจะแกว่งเป็นวงกลม (ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา เมื่อมองจากด้านบน) คือเหมือนกับใกล้เข้ามา ในขณะเคลื่อนที่จากซ้ายไปขวา และเหมือนกับไกลออกไป ในขณะที่เคลื่อนที่จากขวาไปซ้าย ถ้าลองสลับให้กระจกมืดอยู่ที่ตาข้างซ้าย จะดูเหมือนวัตถุแกว่งเป็นวงกลม ในทิศทางตรงกันข้าม ลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุ และกล้องวีดีโอ ที่มีผลต่อ pulfrich effect
มีการใช้ pulfrich effect ในละครทีวี ตอนหนึ่ง ของอเมริกา ที่ชื่อว่า '3rd Rock from the Sun' ในเดือนพฤษภาคม 1997 ผู้ชม สามารถชมภาพ 3 มิติ ได้ โดยการดูผ่านเลนส์ของแว่นกันแดด ผ่านตาข้างขวา ปัจจุบัน มีการนำเทคนิคดังกล่าว มาใช้ใน VCD ในท้องตลาดในเมืองไทย หลายเรื่องด้วยกัน VCD จะขายพร้อมกับแว่นตา ด้านหนึ่งสีเขียว ด้านหนึ่งสีเทา ในเดือนมีนาคม 2546 ทางบริษัท UBC ได้นำภาพยนต์ 3 มิติ ที่ใช้เทคนิคดังกล่าว ออกฉายทางช่อง UBC 37 และแจกแว่นตากระดาษ (สีของกระดาษแก้ว เป็นสีเดียว กันกับที่ใช้บนแว่น VCD) ถ้าต้องการแว่นตาเพิ่ม สามารถซื้อได้ ในราคาอันละ 20 บาท ถ้าใครอยากลองสร้าววีดีโอ 3 มิติ ทำได้ง่ายๆ โดยการนั่งรถที่ความเร็วสัก 20 ก.ม.ต่อชั่วโมง ใช้กล้องวีดีโอ ถ่ายภาพด้านนอกรถทางขวามือ โดยเลือกวิว ให้มีวัตถุหลายๆ อย่าง อยู่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ตัวอย่างเช่น ต้นไม้ รั้ว อาคาร บ้าน เป็นต้น เมื่อถ่ายเสร็จ เปิดวีดีโอดูทางจอทีวี แล้วดูวีดีโอ โดยใช้แว่นกันแดด (น่าจะใช้สีเทา) กั้นตาขวา (ตาซ้าย ไม่ต้องดูผ่านแว่นกันแดด) ก็จะสามารถเห็นวัตถุต่างๆ ในวีดีโอเป็น 3 มิติได้
|
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
| ||
|
|
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
|
|
หลักการของระบบนี้ คือการฉายภาพ ซ้ายขวา ผ่าน polarization ที่มีแกนต่างกัน ปกติจะใช้ความต่างที่ 90 องศา เช่น 0/90 องศา หรือ 45/135 องศา แล้วใช้แว่นตา ที่มี polarizer ที่ตรงกับการฉายภาพ ทำให้ตาซ้าย มองเห็นภาพซ้าย และตาขวามองเห็นภาพขวา
บน stereoscopy.com มี แว่นตา polarizing glasses ให้ดูหลายรุ่นครับ การใช้ polarizer กับเครื่องฉายสไลด์ เพื่อดูภาพ 3 มิติ
|
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
| |||
|
เป็นภาพ 3 มิติ แบบที่นิยมเล่นกันมากที่สุด ในหมู่หนุ่มสาว เนื่องจากไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยในการดูภาพ ภาพ จะถูกซ่อนอยู่ในภาพอื่น ที่มีลวดลาย และสีสันสวยงาม ส่วนมากจะเป็นลวดลายซ้ำๆ กัน ภาพซ่อน 3 มิติแบบจุด (Ramdom dot stereogram) ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย ดร.เบลา จูเลส (Dr.Bela Julesz) ในปี ค.ศ.1959 เพื่อทดสอบความสามารถในการมองเห็นภาพ 3 มิติ (stereopsis)
|
|
ระบบต่างๆ ของภาพ 3 มิติ และการดูภาพ 3 มิติ
|
|
ChromaDepth Technologies นำเสนอเทคโนโลยีการดูภาพ 3 มิติ ผ่านแว่นตาพิเศษ ที่สามารถแยกมิติของภาพออกมาให้เห็นได้ ตามโทนสีของภาพ โดยที่สีน้ำเงินจะเป็นสีที่อยู่ลึกที่สุด และสีแดงเป็นสีที่ลอยตัวมากที่สุด
ข้อดีของระบบนี้ น่าจะเป็นที่ความง่ายของการสร้างภาพ 3 มิติ คือเพียงแค่ใช้สีกำหนดความลึกเท่านั้นเอง ถ้าเราใช้สีเทียนสีน้ำเงินวาดวงกลมบนกระดาษ แล้วใช้สีเทียนสีแดงวาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนกระดาษ เมื่อใช้แว่นตา ChromaDepth ดูภาพ ก็จะเห็นทันทีเลยว่า สี่เหลี่ยมจัตุรัสสีแดงลอยอยู่เหนือวงกลมสีน้ำเงิน ข้อเสียของระบบนี้ คือไม่สามารถใช้กับภาพที่วัตถุสีแดงอยู่ข้างหน้าได้ เช่น ให้คนใส่เสื้อสีแดงยืนอยู่ด้านหน้าคนใส่เสื้อสีน้ำเงิน ChromaDepth น่าจะเหมาะสมกับการทำแผนที่ หรือ Graphic ที่เกี่ยวข้องกับ GIS โดยให้ชั้นสีตามมิติของ ChromaDepth คือ สีน้ำเงินต่ำสุด และ สีแดงสูงสุด เป็นต้น เชิญชม ตัวอย่างภาพ ChromaDepth
|
|
ลิ้งค์ :
|
แปลจาก
www.shortcourses.com/how/stereo/stereoimages.htm
Sci4Fun |
Sky Phenomena 2012 |
Kites |
Flowers 3D |
Religious Places |
Et Cetera |
Time-lapse |
Water Rockets |
Pitan Singhasaneh
Sci4fun |
กลับขึ้นข้างบน
คำถาม? ข้อคิดเห็น! ข้อเสนอแนะ . . . ติดต่อกับเราได้ครับ
All rights reserved.
Reproduction in whole or in part without permission is prohibited.
P i t a n S i n g h a s a n e h
ผู้เขียน : ดร. พิธาน สิงห์เสน่ห์
Writer : Dr.Pitan Singhasaneh