|
" วันนี้คุณเงยหน้าดูท้องฟ้าบ้างหรือยังครับ? " |
|
Credit
ผู้จัดทำ web page ขอขอบคุณ
Tim Herd
กับหนังสือ Kaleidoscope Sky ของเขา
ที่สร้างแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น ให้เริ่มการบันทึกภาพปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง
ก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษา และแปลข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ใน web page กลุ่มนี้
เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เยาวชนไทย
|
| มาสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้ากันเถอะ | ||||||||||||||||
|
ในอดีตกาล บรรพบุรุษของมนุษย์อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมากกว่าในบ้านและอาคารที่มีความปลอดภัยสูงของปัจจุบัน บ้างก็มีความเชื่อในพระเจ้า เทวดา และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ว่ามีพลังอำนาจทำให้เกิดผลดีผลร้ายแก่มนุษย์ ผ่านปรากฏการณ์ หรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง อาทิ โรคระบาด, น้ำท่วม, พายุ, การระบาดของแมลง เป็นต้น อีกทั้งยังเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถส่งสารผ่านสื่อเสียง แสง ที่บางครั้งสวยงาม บางครั้งน่ากลัว เช่น รุ้งกินน้ำ, พระอาทิตย์ทรงกลด, ท้องฟ้าเปลี่ยนสี, ฟ้าแลบฟ้าผ่า อีกด้วย มนุษย์ในอดึต จึงมีความจำเป็นต้องสังเกตุการณ์ท้องฟ้าอยู่บ่อยๆ เพื่อมองหา "ข้อความจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ที่อาจปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ได้ และทำการระบุชนิด และตีความให้ "ถูกต้อง" และปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว ความเชื่อของมนุษย์ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในแต่ละชาติมีความเชื่อที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่หลากหลาย บ้างก็คล้ายกัน บ้างก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนไทยเชื่อว่าพระอาทิตย์ทรงกลด และพระจันทร์ทรงกลด เป็นสัญญาณที่ดีและเป็นมงคล และมักนำไปอ้างในทางมงคลกับกิจกรรมทางศาสนา เช่น การปลุกเษกวัตถุมงคล แต่ในช่วงหลัง มีการโยงไปเพื่ออ้างอิงในเชิงการเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนในต่างประเทศ มีการใช้การทรงกลดในการพยากรณ์สภาพอากาศที่กำลังจะตามมา มานานแล้ว คนไทย มอญ ไทใหญ่ และ จีน มองรุ้งกินน้ำในทางอัปมงคล เช่น ชี้แล้วนิ้วจะกุดด้วน หรือ เป็นมังกรที่ไม่ดี ในขณะที่ฝรั่งจะมองรุ้งกินน้ำไปในทางดี เช่น มีหม้อ สมบัติอยู่ที่ปลายสายรุ้ง หรือ เป็นพันธสัญญาของพระเจ้าในการแสดงความรักที่มีต่อสัตว์โลก ที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันมาก คงจะเป็นเรื่องการสังเกตุสีของท้องฟ้า เพื่อใช้ในการทำนายสภาพอากาศของชาวประมง โดยชาวเรือจะไม่ยอมออกเรือ หากท้องฟ้ามีสีแดงในตอนเช้า เพราะเชื่อว่ากำลังจะมีพายุในวันนั้น
|
||||||||||||||||
| คนไทยกับการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า |
|
จากการลองค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท ไม่พบข้อมูลที่แสดงว่าคนไทยสนใจบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าในอดีตกันสักเท่าใดนัก ปรากฏการณ์ส่วนใหญ่ที่ผู้คนเห็น เข้าใจ และเรียกขานชื่อถูกต้อง ก็เห็นจะเป็นปรากฏการณ์พื้นฐาน ที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ได้แก่ รุ้งกินน้ำ, พระอาทิตย์ทรงกลด และ พระจันทร์ทรงกลด
ความไม่เข้าใจต่อปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ เราอาจลองสันนิษฐานว่ามีสาเหตุหลายประการ คือ :
|
| ตำแหน่งอ้างอิงของการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า |
|
ตำแหน่งอ้างอิงของการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มีความคล้ายคลืงค่อนข้างมากกับระบบที่ใช้ในการสังเกตุการณ์ทางดาราศาสตร์ ต่างกันตรงที่มนุษย์ที่อยู่บนพื้นโลก จะเห็นดาวได้แค่ครึ่งทรงกลมเท่านั้น แต่จะสามารถเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้มากกว่าครึ่งทรงกลม เช่น ตำแหน่งซับโซลาร์ พ้อนท์ ที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ เป็นต้น
การสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : ควรรู้จักจุดต่างๆ ซึ่งจะอยู่ในระนาบแนวดิ่ง ในแนวตะวันออก-ตะวันตก O : Observer คือ ตำแหน่งของผู้สังเกตุการณ์ จะอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของทรงกลมสังเกตุการณ์ SP : Solar Point คือ ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่ AS : Antisolar Point คือ ตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับ Solar Point เมื่อใช้ผู้สังเกตุการณ์เป็นจุดอ้างอิง SS : Subsolar Point คือ ตำแหน่งด้านล่างที่ตรงกับ SP และอยู่ในระดับเดียวกันกับ AP AH : Anthelic Point คือ ตำแหน่งที่ตรงข้ามกับ SP ณ ความสูงเดียวกัน Zenith คือ ตำแหน่งของจุดสูงสุดตรงศีรษะ Nadir คือ ตำแหน่งของจุดที่อยู่ตรงข้ามกับจุด Zenith |
| ตำแหน่งการเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
นอกจากจะต้องรู้เรื่องที่มาของการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ แล้ว เราควรต้องทราบและจดจำด้วยว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ สามารถเกิดอยู่ในตำแหน่งใดบนท้องฟ้าบ้าง
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การสังเกตุปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ |
|
เราจะหารุ้งกินน้ำได้ที่ไหน? รุ้งกินน้ำ (ปฐมภูมิ) จะอยู่ในทิศของ Antisolar Point โดยจะทำมุมระหว่าง 40° (สีม่วง) ถึง 42.5° (สีแดง) รุ้งกินน้ำ (ทุติยภูมิ) จะอยู่ในทิศของ Antisolar Point โดยจะทำมุมระหว่าง 51° (สีแดง) ถึง 54° (สีม่วง)
การเกิดรุ้ง รุ้งกินน้ำจะเกิดได้ ต้องมีส่วนประกอบหลายอย่างครับ :
|
| ขนาดเชิงมุม (Angular Size) | ||||||||||||||||||
|
การวัดขนาดของปรากฏการณ์บนท้องฟ้า นิยมใช้หลักเดียวกันกับ การวัดระยะทางดาราศาสตร์ คือวัดออกมาเป็น ขนาดเชิงมุม (Angular Size) หรือ ระยะเชิงมุม (Angular Distance) หรือ เส้นผ่าศูนย์กลางเชิงมุม (Angular Diameter) ด้วยเหตุผลที่ว่า เราไม่สามารถคำนวณขนาดของวัตถุ ถ้าเราไม่ทราบว่าวัตถุเหล่านั้น อยู่ห่างจากเราเป็นระยะทางเท่าไร?
|
| ความเข้าใจเกี่ยวกับพระอาทิตย์ทรงกลด | ||||||||
|
|
| การถ่ายภาพพระอาทิตย์ทรงกลด และ พระจันทร์ทรงกลด |
|
การบันทึกภาพพระอาทิตย์ทรงกลด ทำได้ไม่ยากครับ ใช้กล้องดิจิตอลที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ใช้ได้แล้ว :
ส่วนการบันทึกภาพพระจันทร์ทรงกลดนั้น ง่ายกว่ามาก และเนื่องจากแสงจันทร์อ่อนกว่าแสงอาทิตย์มาก จึงไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์ลดแสงแต่อย่างใด :
|
| ห้องภาพปรากฏการณ์ทางแสง |
|
|
|
ปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากที่เกิดในเมืองไทย Rare Halos in Thailand | |||||||||
|
|
| รายละเอียดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า | ||
|
รุ้ง, รุ้งกินน้ำ
Rainbow
an arc of colored light in the sky caused by refraction of the sun's rays by rain ส่วนโค้งของแสงสีที่ปรากฏบนท้องฟ้า เกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์ในละอองน้ำในอากาศ มักเกิดในช่วงหลังฝนตก รุ้งปฐมภูมิเกิดที่มุม 40-42.5° ส่วนรุ้งทุติยภูมิจะเกิดที่มุม 51-54° ในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (antisolar point) Links :
|
รุ้งละอองน้ำ
Spray bows ชื่ออื่น : รุ้งทะเล (Marine Rainbow), รุ้งน้ำทะเล (Sea Water Rainbow)
Rainbows formed in the spray created by waves รุ้งละอองน้ำ คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดจากละอองน้ำที่เกิดจากคลื่น รุ้งละอองน้ำจะเกิด ในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (antisolar point) Links : |
รุ้งซ้อน
Supernumerary Rainbow
รุ้งซ้อน เป็นรุ้งที่เกิดจากการแทรกสอด (interference) เกิดอยู่ภายในรุ้งปฐมภูมิอีกทีหนึ่ง รุ้งซ้อนเกิดเมื่อละอองน้ำในอากาศมีขนาดที่ค่อนข้างเท่ากัน แสงสีของรุ้งจะเกิดการแทรกสอดทำให้สีบางสีจางลง แต่ขับเน้นสีอื่นให้ชัดขึ้น โดยเฉพาะสีเขียวและสีแดง Links : |
|
รุ้งแสงสะท้อน
Reflection Rainbow
Reflection Rainbow is produced when sunlight reflects off a body of water
before reaching the raindrops. Such a rainbow shares the same endpoints as a normal rainbow
but encompasses a far greater arc when all of it is visible.
Both primary and secondary reflection rainbows can be observed.
Another rainbow-like variant is produced when sunlight is reflected off clouds.
รุ้งแสงสะท้อนเกิดเมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนกับผิวน้ำก่อนที่จะเดินทางไปถึงละอองน้ำในอากาศ แสงอาทิตย์ที่ส่องตรง และแสงสะท้อน ทำให้เกิดรุ้ง 2 โค้ง ที่มีจุดกำเนิดเดียวกัน Links : |
รุ้งไฟ
Fire Rainbow The fire rainbow can sometimes be seen in cirrus clouds with ice crystals (normally at least 6 km above sea level) and with the sun at least 58° above the horizon. รุ้งไฟเกิดขึ้นในเมฆเซอรัส ที่ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็ง (โดยปกติ อยู่ที่ความสูง 6 กิโลเมตร เหนือน้ำทะเล) ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้า 58° แสงอาทิตย์ส่องกระทบเกล็ดน้ำแข็งรูป 6 เหลี่ยม ที่บางและโปร่งแสง เกิดการหักเหและสะท้อน ออกมาเป็นแสงสีต่างๆ ชื่ออื่น : circumhorizontal arc, circumhorizon arc Links : |
blank |
|
รุ้งหมอก
Fog Bow
รุ้งหมอก เป็นปรากฏการณ์ทำนองเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากการหักเหและสะท้อนภายในละอองน้ำที่อยู่ในหมอก จะเห็นได้ง่ายเมื่อผู้สังเกตอยู่บนภูเขาและมองลงไปยังหุบเขาที่มีหมอก ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของผู้สังเกตในระดับต่ำใกล้ขอบฟ้า รุ้งหมอกมักมีสีขาว (ไม่มีสี) เนื่องจากละอองน้ำที่อยู่ในหมอก มีขนาดเล็กกว่าละอองน้ำในอากาศสำหรับการเกิดรุ้งมาก รุ้งหมอกจะเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point) Links : |
รุ้งน้ำแข็ง
Icebow phenomenon similar to a rainbow except that it is formed by the refraction of sunlight through cloud suspended ice crystals as opposed to raindrops or other liquid water suspended in the air รุ้งน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทำนองเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากการหักเหและสะท้อนภายในผลึกน้ำแข็งที่อยู่ในก้อนเมฆ แทนที่จะเป็นหยดน้ำ รุ้งน้ำแข็งมักมีสีซีดจางมาก จนดูคล้ายสีขาว รุ้งน้ำแข็งจะเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point) Links : |
รุ้งจันทรา
Moonbow ชื่ออื่น : รุ้งจันทรา (Lunar Rainbow, Lunar Bow) , รุ้งขาว (White Rainbow) a rainbow produced by the moon rather than the sun มูนโบว์ หรือ รุ้งจันทรา คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงจันทร์ ไม่ใช่แสงอาทิตย์ รุ้งจันทราจะค่อนข้างซีดจาง เนื่องจากแสงจันทร์มีความสว่างน้อยกว่าแสงอาทิตย์มาก เป็นเหตุให้รุ้งจันทราดูไม่ค่อยมีสีสันด้วยตาเปล่า (cone receptors ภายในตาคนเราจะมีประสิทธิภาพในการเห็นแสงสีน้อยลง ในที่ที่มีแสงน้อย) การถ่ายภาพโดยเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานานจะทำให้เห็นสีของรุ้งชัดเจนขึ้น บางครั้งคนจะสับสนและเรียก "พระจันทร์ทรงกลด" ว่าเป็น "รุ้งจันทรา" ทั้งๆ ที่ "พระจันทร์ทรงกลด" จัดเป็นปรากฏการณ์ประเภท "ฮาโล" ไม่ใช่ "รุ้งกินน้ำ" รุ้งจันทราจะเห็นได้ง่ายเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอยู่ใกล้ขอบฟ้า ต่ำกว่า 42° และท้องฟ้ามืด รุ้งจันทราจะเกิดด้านตรงข้ามกับดวงจันทร์ มีจุดศูนย์กลางจะอยู่ที่ anti-lunar point Links :
|
|
รุ้งน้ำค้าง
Dew Bow
รุ้งน้ำค้างมีลักษณะการเกิดเช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากละอองน้ำของน้ำค้าง แทนที่จะเป็นละอองน้ำในอากาศ รุ้งน้ำค้างจะเกิดในช่วงเช้า เมื่อน้ำค้างยังอยู่บนพื้นดิน และดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว Links : |
รุ้งซี่ล้อ และ ล้อรุ้ง
Rainbow Spokes and Wheels When clouds or dense rain showers shadow the light falling into your rainbow cone the shadowed raindrops can no longer send the rainbow's rays towards your eye. The result is one or more dark radial spokes centered on the antisolar point and making the rainbow sometimes resemble a wagon wheel
Links : |
รุ้งเม็ดแก้ว
Glass Bead Bow
เกิดจากเม็ดแก้วที่ผสมอยู่ในสีทาถนน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 21° Links : |
|
ฮาโล, ออรา, พระอาทิตย์ทรงกลด
Halo, Aura ชื่ออื่น : 22° Halo, Sun Halo, Solar Halo, Moon Halo, Lunar Halo
a circular band of colored light, visible around the sun or moon, caused by reflection and refraction of light by ice crystals in the atmosphere วงกลมแสงสีที่เกิดรอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ เกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงภายในเกล็ดน้ำแข็งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ ฮาโลมีขนาดเชิงมุม (Angular Size) ประมาณ 44 องศา มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point) หากเกิดรอบดวงอาทิตย์ จะเรียกว่า Sun Halo หรือ Solar Halo หากเกิดรอบดวงจันทร์ จะเรียกว่า Moon Halo หรือ Lunar Halo มีการกล่าวว่า "ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในปีที่มีฝนหลงฤดู จึงทำให้มีความชื้นในอากาศมากตามไปด้วย จะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นจากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา" ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานภาพถ่ายของ Halo ที่เกิดในประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่า Halo สามารถเริ่มเกิดได้ในช่วงเช้า 9:39 น. และเกิดต่อเนื่องไปถึงในช่วงบ่าย 14:09 น. เลยทีเดียว และวันที่เกิด Halo ขึ้นนั้น ก็เป็นวันที่นับได้ว่าอากาศค่อนข้างร้อนพอสมควร ส่วนเรื่องที่เกิด Halo มากในปีที่มีฝนหลงฤดูนั้น น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากมีการพบเห็นปรากฎการณ์ Halo ค่อนข้างบ่อย ในปี พ.ศ.2551 ที่นับว่าเป็นปีที่มีฝนผิดฤดูมากปีหนึ่ง Links :
|
พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี
Circumscribed Halo
Circumscribed Halo เป็นปรากฏการณ์ทางแสง ที่เกิดล้อมรอบ 22° Halo
มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์
รูปร่างเป็นวงรี ที่มีเส้นรอบวงสัมผัสขอบของ 22° halo ณ จุดบน-ล่าง
ในวันที่เกิดปรากฏการณ์ Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc ขณะดวงอาทิตย์ขึ้น
เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวสูงขึ้น Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc
จะยืดยาวออกบรรจบกัน กลายเป็น Circumscribed Halo รูปวงรี แทน
และจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าสูงกว่า 70°
โดยทั่วไป โค้งด้านบน-ล่าง ของ Circumscrbed Halo จะมีสีเข้มกว่า Halo ธรรมดา
แต่โค้งด้านซ้าย-ขวา จะจางกว่า
Links : |
ออเรียลโอ, ออเรียล
Aureole ชื่ออื่น : ออรีโอลา หรือ ออเรียลโอลา (Aureola)
a poorly formed corona, it has reddish-brownish edge instead of a concentric band of colors ออเรียลโอ เป็นโคโรนาแบบไม่สมบูรณ์ คือแทนที่จะเห็นเป็นสีรุ้ง หรือหลายสี ก็จะเห็นเป็นวงสีแดงแกมน้ำตาลแทน ออเรียลโอจะสังเกตุได้ยากเช่นกัน เพราะสีสันที่ค่อนข้างจาง ออเรียลโอ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point) มีชื่อเรียกว่า Solar Aureole เมื่อเกิดรอบดวงอาทิตย์ และมีชื่อเรียกว่า Lunar Aureole เมื่อเกิดรอบดวงจันทร์ Links : |
|
โคโรนา
Corona
the set of colored rings around the sun or moon created when it shines through a thin cloud โคโรนา คือวงแหวนสีต่างๆ (ชั้นเดียว หรือ หลายชั้น) รอบดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ เกิดขึ้นเมื่อแสงส่องผ่านเมฆบาง โคโรนาจะพบได้ยากกว่า และบันทึกภาพได้ยากกว่า เนื่องจากวงของโคโรนาจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากนั่นเอง โคโรนามีขนาดเชิงมุม (Angular Size) 10-30 องศา มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point) Links :
โคโรนาตัวนี้ ต่างกับโคโรนาอีกแบบหนึ่ง (ชื่อเดียวกัน แต่ใช้เรียกปรากฏการณ์ต่างกัน...แปลกดี)
โคโรนา
a type of plasma "atmosphere" of the Sun or other celestial body, extending millions of kilometres into space, most easily seen during a total solar eclipse, but also observable in a coronagraph. เส้นสายลักษณะคล้ายพลาสมาในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ หรือดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ที่ยื่นยาวออกไปเป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตรสู่อวกาศ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเกิดสุริยุปราคา หรือเมื่อดูผ่านโคโรนากราฟ (coronagraph) คำนี้มีความหมายได้ 2 อย่าง อาจทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ ฝรั่งนี่ก็แปลกดีเหมือนกัน? Links : |
ซันด๊อก
Sun Dog ชื่ออื่น : Sundog, Parhelion, Pahelia (พหูพจน์ของ Pahelion), Mock Suns
ซันด๊อก เป็นปรากฏการณ์ทางแสงอย่างหนึ่ง มักเกิดเป็นคู่ อยู่ด้านซ้าย-ขวา ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ ขนานกับพื้นดิน ซันด๊อกอาจปรากฏเป็นจุดสว่างบนฮาโล หรืออาจมีรูปร่างคล้ายกับดาวหางก็ได้ ซันด๊อกอาจมีสีรุ้งได้ โดยที่สีแดงจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และสีฟ้าขาวปรากฏในส่วนหาง ซันด๊อก เกิดจาการหักเห และการสะท้อนของแสงอาทิตย์ กับผลึกน้ำแข็งแท่ง 6 เหลี่ยมภายในเมฆเซอรัส (cirrus) หรือ เซอโรสตราตัส (cirrostratus) เมฆน้ำแข็งอื่นๆ เช่น ice fog และ diamond dust ก็สามารถทำให้เกิดซันด๊อกได้เช่นกัน
ซันด๊อกมักเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับขอบฟ้า คือหลังพระอาทิตย์ขึ้น หรือ ก่อนพระอาทิตย์ตก
หรือในช่วงเดือนในฤดูหนาวในเขต mid-latitudes
โดยจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุม 22 องศา
และจะปรากฏบนวงของฮาโลถ้าเกิดปรากฏการณ์ฮาโล
เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในมุมที่สูงขึ้น ซันด๊อกจะเคลื่อนตัวออกห่างจากดวงอาทิตย์
แต่จะยังรักษาตำแหน่งอยู่ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เกิน 45 องศา เหนือขอบฟ้า ซันด๊อกจะจางลง และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่า 22 องศา ซันด๊อกจะหายไป เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่าขอบฟ้าเกิน 61 องศา ซันด๊อกมักเกิดร่วมกับฮาโล ฮาโลจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในลักษณะผสม ส่วนซันด๊อกจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในแนวระนาบ (เราจะเห็นเฉพาะซันด๊อกเท่านั้น ถ้ามีแต่ผลึกน้ำแข็งในแนวระนาบ) Parhelion เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Sun Dog ซึ่งแปลว่า "ข้างดวงอาทิตย์" ปรากฏการณ์นี้ หากเกิดกับดวงจันทร์ จะเรียกว่า "มูนด๊อก" (Moon Dog) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paraselene หรือ Paraselenae (พหูพจน์ของ paraselene) มูนด๊อกจะหาดูได้ยากกว่า และจะเกิดได้เมื่อดวงจันทร์มีความสว่างมากเท่านั้น ซันด๊อกจะพบได้ง่ายในเขตหนาว เช่น ทวีปแอนตาร์คติค และ ทวีปอาร์คติค แต่ก็เกิดได้ในเขตร้อนเช่นกัน แม้แต่ในประเทศไทย Links : |
อัพเปอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค
Upper Tangent Arc ชื่ออื่น :
Links :
|
|
ซับซัน
Subsun หรือ Sub-sun
ซับซัน (เขียนว่า Subsun หรือ Sub-sun, อ่านว่า สับ-ซัน) เป็นจุดสว่าง ที่อาจเห็นได้เมื่อผู้สังเกตุการณ์อยู่ที่ระดับสูงกว่าเมฆ เช่น เมื่ออยู่บนเครื่องบิน หรือ ยอดเขา เป็นต้น ซับซันจะเกิดในตำแหน่งซับโซลาร์พ้อยท์ (Subsolar Point) ซึ่งคือตำแหน่งที่อยู่ด้านล่างตรงกับดวงอาทิตย์ ดูคล้ายกับการสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์กับผิวหน้าของผิวน้ำ การสะท้อนแสงอาทิตย์จากก้อนเมฆมีที่มาจากแผ่นของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากในก้อนเมฆ ในกรณีที่ไม่มีการรบกวนจากความปั่นป่วนของอากาศ (turbulence) แผ่นของผลึกน้ำแข็งจะอยู่ในแนวระนาบใน ขณะที่ตกลงสู่พื้นโลก พื้นที่ของน้ำแข็งที่มีแผ่นผลึกน้ำแข็งนี้จะทำหน้าที่เสมือนกับกระจกขนาดใหญ่ ทำการสะท้อนแสงอาทิตย์ เกิดเป็นดวงอาทิตย์จำลองอีกดวงหนึ่ง ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นขอบฟ้า (horizon) ซับซันนับเป็น halo ประเภท reflection halo กล่าวคือเป็นการสะท้อนของแสงอย่างเดียว โดยไม่มีการหักเหของแสง นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ซับซันมีสีขาวเช่นแสงอาทิตย์ ซับซันมักมีรูปร่างเป็นวงรี เนื่องจากแผ่นผลึกน้ำแข็งมีไม่ได้อยู่ในแนวระดับตลอดเวลา แต่มีการส่ายไหวไปมา หากเกิดการสั่นมาก ก็อาจเปลี่ยนจากการเกิดซับซันเป็นการเกิดของเสาแสงได้ Links : |
ซับพาร์ฮีเลียน
Subparhelion
ซับพาร์ฮีเลียน เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากประเภทหนึ่ง
จะเกิดใต้เส้นขอบฟ้า อยู่ในระดับเดียวกันกับซับซัน และอยู่ใต้พาร์ฮีเลียน
|
โค้งเซอคัมซีนิทธัล
Circumzenithal Arc ชื่ออื่น : Circumzenith Arc, CZA, Bravais' Arc
CZA เป็นปรากฏการณ์คล้ายกับการเกิดรุ้ง เกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์ ผ่านผลึกน้ำแข็งแนวนอนในก้อนเมฆบางประเภท CZA มีรูปร่างเป็นโค้งสีรุ้ง ขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของวงกลม จุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกลางฟ้า (Zenith) โค้งจะอยู่ขนานกับขอบฟ้า และอยู่ด้านเดียวกันกับดวงอาทิตย์ สีฟ้าจะอยู่ด้านในของโค้ง (ใกล้กับจุด zenith) ขณะที่สีแดงจะอยู่ด้านนอกของโค้ง (ใกล้กับขอบฟ้า) CZA นับเป็นฮาโลที่มีสีสันสดใส และสว่างที่สุดประเภทหนึ่งทีเดียว แสงจากดวงอาทิตย์จะส่องเข้าผลึกน้ำแข็งในด้านบนที่อยู่แนวระนาบ และออกจากผลึกด้านข้างที่อยู่แนวดิ่ง (Angle of Separation = 90°) CZA จะเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่า 32.2° จากขอบฟ้า และจะสว่างที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่ง 22° เหนือขอบฟ้า (แสงอาทิตย์จะเข้า-ออกจากผลึกน้ำแข็งที่ deviation angle ต่ำสุด) โดย CZA จะมีขนาดของรัศมี 22° และมีขนาดเชิงมุม (หนา) ประมาณ 3° และจะสัมผัสกับ โค้งซูปราแลทเทอรัล (Supralateral Arc) (ถ้ามี) CZA จะมีขนาดของรัศมี ตั้งแต่ 0° ถึง 32.2° แต่ที่ 0° และ 32.2° จะสว่างน้อยมาก เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่า 32.2° แสงอาทิตย์จะออกจากผลึกน้ำแข็งด้านล่างที่อยู่ในแนวระนาบ และจะทำให้เกิด วงพาร์เฮลิค (Parhelic Circle) แทน บางครั้ง คนเราอาจสับสนระหว่าง CZA กับ Halo เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับจุดซีนิท (zenith) แต่ก็แยกได้ง่ายๆ คือ โค้งสีแดงของ Halo จะอยู่ด้านใน ส่วนของ CZA จะอยู่ด้านนอก Links :
|
|
โค้งซูปราแลทเทอรัล และ โค้งอินฟราแลทเทอรัล
Supralateral Arc and Infralateral Arc ชื่ออื่น : 46° Supralateral Arc
a rare halo, an optical phenomenon often confused with the indeed infrequently appearing 46° halo เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่หาดูได้ค่อนข้างยาก บางครั้งมีการสับสนกับ 46° Halo และ รุ้งกินน้ำ เนื่องจาก supralateral arc อาจเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ (ไม่ต่อเนื่องกันเป็นเส้นเดียว) และ 46° Halo อาจเกิดแบบจางๆ Supralateral arc ต่างจาก 46° Halo ตรงที่ supralateral arc เปลี่ยนรูปร่างไปตามระดับองศาของดวงอาทิตย์
Supralateral Arc จะอยู่เหนือ Parhelic Circle เสมอ และจะไม่เคยเกิดเป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์ วิธีการแยกแยะ halo และ arc ที่ดีที่สุด คือดูจาก สี (color) และ ความสว่าง (brightness) 46° Halo จะจางกว่า 22° Halo ประมาณ 6 เท่า และจะมีสีออกขาว (อาจมีสีแดงอยู่ด้านใน) Supralateral arc เกิดจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านผลึกน้ำแข็งแท่งหกเหลี่ยมที่วางตัวอยู่ในแนวนอน โดยเข้าทางฐานหกเหลี่ยม และออกทางด้านแท่ง (ปริซึม) Links :
|
ไฮลีเก็นไชน์
Heiligenschein ชื่ออื่น : Dew heiligenschein, ออรา (Aura หรือ Ora) , ฮาโล (Halo) , กลอรี (Glory), ออรีโอลา หรือ ออเรียลโอลา (Aureola) หรือ ออเรียลโอ (Aureole), แสงศักดิ์สิทธิ์ (Holy Light) an optical phenomenon which creates a bright spot around the shadow เป็นปรากฏการณ์ทางแสง ที่เกิดแสงจ้ารอบเงา (อาจมีสีจางๆ) ณ ตำแหน่ง antisolar point ไฮลีเก็นไชน์ จะเกิดในตอนเช้ามาก ในขณะที่พระอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งต่ำ (ทำให้เงามีลักษณะยาว) ให้ลองยืนในตำแหน่งที่เงาทอดยาวไปบนพื้นหญ้า และเงาของศีรษะอยู่บนหญ้าที่เต็มไปด้วยน้ำค้างดูสิครับ น้ำค้างที่มีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลมจะทำหน้าที่คล้ายเลนส์ เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านเลนส์ จะถูกรวมส่องไปยังพื้นด้านหลัง แสงบางส่วนจะกระจายกลับไปยังทิศทางเดิม ทำให้บริเวณ antisolar point ดูสว่างขึ้น ไฮลีเก็นไชน์ ต่างกับ กลอรี คือ ไฮลีเก็นไชน์ไม่มีหลายสี ในขณะที่กลอรีจะมีหลายสี ไฮลีเก็นไชน์ เหมือนกับปรากฏการณ์ทางแสงอื่นๆ คือจะเกิด ณ ตำแหน่งอ้างอิงที่แน่นอนเสมอ ในที่นี้ คือ ตำแหน่ง ณ จุด antisolar point ลองดูภาพ ที่นี่ สิครับ Heiligenschein เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า "Holy Glow" ไฮลีเก็นไชน์ ยังใช้เป็นชื่อเรียกวงแสงที่เกิดขึ้นรอบศีรษะของพวกเทวดา และนางฟ้าของฝรั่งด้วย Links : |
กลอรี
Glory ชื่ออื่น : Glory of the Pilot, Anthelion
กลอรีเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดจากการกระจายแสงย้อนกลับ (backscattering) ที่ประกอบด้วยการกระจาย (diffraction), การสะท้อน (reflection) และการหักเห (refraction) ของแสง ผ่านละอองน้ำขนาดใกล้เคียงกัน กลับมาในทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง กลอรีจะเกิดในตำแหน่ง antisolar point และมีขนาดเชิงมุม (angular size) ประมาณ 5° ถึง 10° ขึ้นอยู่กับขนาดของละอองน้ำ กลอรีอาจประกอบด้วยวงแสงสีหลายวง เมื่อละอองน้ำมีความสม่ำเสมอของขนาด ในกรณีที่ละอองน้ำมีขนาดต่างกัน วงแสงสีที่เกิดขึ้นอาจไม่ชัดเจน เนื่องจากเรามักพบเห็นกลอรีจากเครื่องบิน ที่ถูกล้อมด้วยละอองน้ำ (เมฆ) จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Glory of the Pilot กลอรีอาจเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์อื่นได้ เช่น Brocken spectre และ รุ้งหมอก (fog bow) ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูสวยงามแปลกตาขึ้นมาก คำว่า Anthelion มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก anthelios ανθηλιος แปลว่า "ตรงข้ามดวงอาทิตย์" Links :
|
|
เสาแสง, เสาแสงอาทิตย์
Light Pillar, Sun Pillar a vertical pillar or column of light rising from the sun near sunset or sunrise, though it can appear below the sun, particularly if the observer is at a high elevation or altitude เสาแสง คือเส้นแสงในแนวตั้ง เกิดจากดวงอาทิตย์ในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถเกิดได้ทั้งด้านบนและด้านล่างของดวงอาทิตย์ เช่นในกรณีที่ผู้สังเกตุการณ์อยู่ในที่สูง เสาแสงจะเกิดในทิศทางของ solar point Links : |
ลำแสงคเรปูสกูลาร์
Crepuscular Ray ชื่ออื่น : sunbeams, sunburst, sun rays, Sun Drawing Water, Backstays of the Sun, ropes of Maui, Jacob's Ladder, God Rays, cloud breaks, fingers of god (God's Fingers), Volumetric Lighting, Buddha's Fingers,
Crepuscular Ray เป็นลำแสงอาทิตย์ ที่ดูเหมือนกับจะกระจายออกจากจุดเดียวกัน(ดวงอาทิตย์)บนท้องฟ้า
สามารถเกิดหลังก้อนเมฆ หรือวัตถุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ต้นไม้ ภูเขา และ อาคาร
คำว่า crepuscular มีที่มาจากเวลาที่มันมักเกิด
ที่เรียกว่า crepuscular hours
คือในช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้น และก่อนพระอาทิตย์ตก
เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว
มีความแตกต่างของแสง (contrast) มากนั่นเอง
แม้ว่า Crepuscular Ray จะดูเหมือนกับกระจายออกจากจุดเดียวกัน
แต่ที่จริงแล้ว ลำแสงทั้งหลายนี้ขนานกัน
(อย่าลืมว่า ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าโลกมากๆ)
ภาพลวงตานี้มีสาเหตุมาจาก linear perspective
นอกจากจะเกิดบนท้องฟ้าแล้ว Crepuscular Ray
ยังเกิดใต้น้ำได้อีกด้วย เช่น ภายใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก
Crepuscular Ray มี 3 ประเภทหลัก :
ทำไมเราถึงเห็นลำแสง?
Links : |
blank |
|
ปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากในต่างประเทศ
22° Halo, 46° Halo, Parhelia (Sun Dogs), โค้งเซอคัมซินิทธัล (Circumzenithal Arc), อัปเปอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค (Upper Tangent Arc), โลเวอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค (Lower Tangent Arc), โค้งพาร์เฮลิค (Parhelic Circle), โค้งพาร์รี่ (Parry Arc), โค้งเฮลิแอค (Heliac Arc), โค้งวาเกนเนอร์ (Wegener Arc) ณ Yuzhno-Sakhalinsk ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 (2007) |
ปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากในต่างประเทศ
|
Links :
ปรากฏการณ์อื่นๆ
|
| ความสัมพันธ์ระหว่างผลึกน้ำแข็งกับการเกิดปรากฏการณ์ทางแสง | |||||||||||
|
แผนภาพแสดงการเกิดปรากฏการณ์ทางแสงแบบต่างๆ จากผลึกน้ำแข็งลักษณะต่างๆ กัน ในชั้นบรรยากาศ
จำลองจากแผนภาพจาก : http://www.atoptics.co.uk/halo/common.htm |
ในเขตหนาว เช่นในพื้นที่ที่อยู่ในเขตเส้นรุ้งสูงๆ หรือแบบสุดๆ ไปเลย เช่น ในแอนตาร์คติกา อุณหภูมิอากาศจะต่ำมาก และมีความชื้นน้อย การเกิดผลึกน้ำแข็งจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม ส่งผลให้การเกิดปรากฏการณ์ทางแสง เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และมีความหลากหลายมาก ที่มาภาพ : www.its.caltech.edu |
||||||||||
Hexagonal Plates
Hexagonal Columns
|
ผลึกน้ำแข็งที่เกิดในธรรมชาติ จะอยู่ในรูปแบบของ :
การเกิดผลึกน้ำแข็ง ขึ้นอยู่กับ ปริมาณความชื้น และ อุณหภูมิ
|
||||||||||
|
แกนหลัก, C เป็นเส้นที่ตั้งฉากกับแกนสมมาตรของรูปหกเหลี่ยม ระนาบที่ตั้งฉากกับแกนหลักนี้ เรียกว่า ระนาบหลัก (Basal Planes หรือ Basal Faces) เราจะเรียกผลึกน้ำแข็ง ว่าเป็น Hexagonal Plates เมื่อ c มีขนาดสั้นกว่า a มากๆ เราจะเรียกผลึกน้ำแข็ง ว่าเป็น Hexagonal Columns เมื่อ c มีขนาดยาวกว่า a มากๆ |
เมื่อ ผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแผ่น (hexagonal plates) ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ เคลื่อนที่ลงสู่ด้านล่างด้วยน้ำหนักตัวของมัน มันจะวางตัวให้อยู่ในสภาพที่มี แรงต้านสูงสุด (maximum drag condition) โดยด้านหกเหลี่ยมจะอยู่ในแนวระนาบ ขณะที่ แกนหลัก (C) จะอยู่ในแนวตั้ง ผลึกน้ำแข็งอาจมีการส่ายบ้าง การเกิดฮาโลที่ชัดเจนจะเกิดขึ้น เมื่อแกน C ทำมุมเอียงไม่เกิน 1 องศาจากแนวตั้ง
|
||||||||||
|
เบื้องหลังการเกิด 22° ฮาโล (22° Halo)
แผนภาพ แสดงการหักเหของแสง ผ่านผลึกน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์การเกิดกลด
Snell's Law
|
ผลึกน้ำแข็งที่เป็น Hexagonal Plates หรือ Hexagonal Columns จะมีหน้าตัดเป็นรูป 6 เหลี่ยม ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนปริซึม ที่มีมุม 60 องศา อากาศ และ น้ำแข็ง มีค่าดรรชนีหักเห (Refraction Index) ไม่เท่ากัน เมื่อแสงเดินทางผ่านอากาศ ผ่านเข้าสู่ผลึกน้ำแข็ง และผ่านออกไปเข้าสู่อากาศอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดการหักเห 2 ครั้ง มุมหักเหน้อยสุด (Angle of Minimum Deviation) คือ มุมระหว่างเส้นทางการเดินทางของแสงก่อนเข้าสู่ผลึกน้ำแข็ง กับเส้นทางการเดินทางของแสงเมื่อออกจากผลึกน้ำแข็ง เมื่อคำนวณจาก Snell's Law มีค่าเท่ากับ 21.8118° หรือ ประมาณ 22° นั่นเอง การหักเหของแสงนี้ เป็นการอธิบายการเกิด 22° ฮาโล (22° Halo) ทำให้เกิดวงแสงรอบดวงอาทิตย์ ที่มีรัศมีที่มีขนาดเชิงมุม 22 องศา นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
|
||||||||||
|
ทำไมพระอาทิตย์ทรงกลดจึงมีสีแดงอยู่ด้านในวง?
แผนภาพ แสดงการหักเหของแสงสีต่างๆ ผ่านผลึกน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์การเกิดกลด |
เมื่อเทียบกับแสงสีอื่นๆ ที่ตาคนเรามองเห็น (Visible Light) แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่า คือประมาณ 660 นาโนเมตร และมีค่า refraction index ในน้ำแข็งต่ำกว่า ทำให้มุมเบี่ยงเบน (Deviation Angle) มีค่าน้อยกว่าแสงสีอื่นๆ ผู้สังเกตุการณ์จึงจะมองเห็นวงแสงสีแดงอยู่เป็นวงในสุด ส่วนวงสีน้ำเงินจะอยู่ขอบนอก
อ่านเพิ่มเติม :
|
||||||||||
|
22° ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค
แผนภาพแสดงตำแหน่งการเกิด 22°ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค
|
โค้งพาร์เฮลิคจะเกิดเป็นวงขนาดใหญ่ อยู่ในแนวระนาบขนานกับพื้นดิน วงแสงจะผ่านดวงอาทิตย์ และตัดกับ 22° ฮาโล 2 จุด ณ ตำแหน่งที่เกิดซันด๊อกนั่นเอง ทั้ง 22 ° ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรืออาจเกิดเป็นปรากฏการณ์เดี่ยวก็ได้ |
||||||||||
| หนังสือที่น่าสนใจ | ||
หนังสือ Atmospheric Halos โดย Walter Tape ที่มา : www.its.caltech.edu |
หนังสือ Rainbows, Halos, and Glories ของ Robert Greenler ที่มา : www.its.caltech.edu |
หนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd ที่มา : www.kaleidoscopesky.net |
All pages were created on Macintosh Computer,
using Adobe PhotoShop, iPhoto and BBEdit.
คำถาม? ข้อคิดเห็น! ข้อเสนอแนะ . . . ติดต่อกับเราได้ครับ
รุ้ง |
Sci4fun |
กลับขึ้นข้างบน
All rights reserved.
Reproduction in whole or in part without permission is prohibited.
P i t a n S i n g h a s a n e h
ผู้เขียน : ดร. พิธาน สิงห์เสน่ห์
Writer : Dr.Pitan Singhasaneh