" วันนี้คุณเงยหน้าดูท้องฟ้าบ้างหรือยังครับ? "


Sci4Fun - วิทยาศาสตร์สนุก บน FaceBook
Sky Phenomena 2012 บน FaceBook

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า

Credit

ผู้จัดทำ web page ขอขอบคุณ Tim Herd กับหนังสือ Kaleidoscope Sky ของเขา ที่สร้างแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น ให้เริ่มการบันทึกภาพปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษา และแปลข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ใน web page กลุ่มนี้ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เยาวชนไทย


มาสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้ากันเถอะ

ในอดีตกาล บรรพบุรุษของมนุษย์อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมากกว่าในบ้านและอาคารที่มีความปลอดภัยสูงของปัจจุบัน บ้างก็มีความเชื่อในพระเจ้า เทวดา และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ว่ามีพลังอำนาจทำให้เกิดผลดีผลร้ายแก่มนุษย์ ผ่านปรากฏการณ์ หรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง อาทิ โรคระบาด, น้ำท่วม, พายุ, การระบาดของแมลง เป็นต้น อีกทั้งยังเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถส่งสารผ่านสื่อเสียง แสง ที่บางครั้งสวยงาม บางครั้งน่ากลัว เช่น รุ้งกินน้ำ, พระอาทิตย์ทรงกลด, ท้องฟ้าเปลี่ยนสี, ฟ้าแลบฟ้าผ่า อีกด้วย

มนุษย์ในอดึต จึงมีความจำเป็นต้องสังเกตุการณ์ท้องฟ้าอยู่บ่อยๆ เพื่อมองหา "ข้อความจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ที่อาจปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ได้ และทำการระบุชนิด และตีความให้ "ถูกต้อง" และปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว

ความเชื่อของมนุษย์ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ

ในแต่ละชาติมีความเชื่อที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่หลากหลาย บ้างก็คล้ายกัน บ้างก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนไทยเชื่อว่าพระอาทิตย์ทรงกลด และพระจันทร์ทรงกลด เป็นสัญญาณที่ดีและเป็นมงคล และมักนำไปอ้างในทางมงคลกับกิจกรรมทางศาสนา เช่น การปลุกเษกวัตถุมงคล แต่ในช่วงหลัง มีการโยงไปเพื่ออ้างอิงในเชิงการเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนในต่างประเทศ มีการใช้การทรงกลดในการพยากรณ์สภาพอากาศที่กำลังจะตามมา มานานแล้ว

คนไทย มอญ ไทใหญ่ และ จีน มองรุ้งกินน้ำในทางอัปมงคล เช่น ชี้แล้วนิ้วจะกุดด้วน หรือ เป็นมังกรที่ไม่ดี ในขณะที่ฝรั่งจะมองรุ้งกินน้ำไปในทางดี เช่น มีหม้อ สมบัติอยู่ที่ปลายสายรุ้ง หรือ เป็นพันธสัญญาของพระเจ้าในการแสดงความรักที่มีต่อสัตว์โลก

ที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันมาก คงจะเป็นเรื่องการสังเกตุสีของท้องฟ้า เพื่อใช้ในการทำนายสภาพอากาศของชาวประมง โดยชาวเรือจะไม่ยอมออกเรือ หากท้องฟ้ามีสีแดงในตอนเช้า เพราะเชื่อว่ากำลังจะมีพายุในวันนั้น

ความเชื่อของมนุษย์ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ

ปรากฏการณ์ และ พฤติกรรม ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
พระอาทิตย์ทรงกลด
และ
พระจันทร์ทรงกลด
ส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นมงคล มักมีการนำไปอ้างอิงในทางมงคลกับกิจกรรมทางศาสนา เช่น การปลุกเศกพระ แต่ในช่วงหลัง จะถูกนำมาอ้างอิงในเชิงการเมือง ว่าเป็นลางบอกเหตุร้าย ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • เป็น "มหิธานุภาพ" ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • คนชราเผย เป็นลางบอกเหตุร้าย ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • เพราะวันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชา ก็เลยมีพระอาทิตย์ทรงกลดให้เห็นเป็นนิมิตรมงคล (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • เราคิดว่ามันเป็นเพราะโลกร้อนมั๊ง เลยทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • สงสัย มีปลุกเสกจตุคามฯ...อิอิ (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • ชาวระนองแห่จองจตุคามรามเทพ รุ่น "ทรัพย์เนืองนอง" เกิดปาฏิหาริย์พระอาทิตย์ทรงกลด ขณะผู้ว่าราชการจังหวัดประกอบพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • เพื่อนเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด รีบกลับบ้านไปเอา จตุรามรามเทพ มาตากแดด บอกว่าเสริมพลัง (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • บนท้องฟ้าเหนือกลุ่มผู้ชุมนุม ปรากฎการณ์ "พระอาทิตย์ทรงกลด" พลันเกิดขึ้น เหมือนดั่งจะเป็นประจักษ์พยานการต่อสู้เพื่อเอกราช และอธิปไตยของประเทศซึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้น (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • แต่ที่ปรากฎเป็นน่าอัศจรรย์คือ ปรากฎการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดขึ้นถึง 3 วาระ คือ วาระเคลื่อนศพ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • สิ่งที่ตอบได้ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์คือการปลุกเสกจตุคามรามเทพไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด แต่อาจเป็นไปได้ที่การเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดมีความไวต่อการปลุกเสกจตุคามรามเทพ (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • ความเชื่อของชาวบ้านฝรั่ง กล่าวว่า พระอาทิตย์ทรงกลด บ่งชี้ถึงหยาดน้ำฟ้า (precipitation) ที่กำลังจะมา เนื่องจากการมาของเมฆ cirrus จะมาก่อนการมาของพายุ (ความเชื่อฝรั่ง) (ที่มาข้อมูล : WGN Weather Center Blog)
  • ความเชื่อของชาวบ้านฝรั่ง บอกว่า
    • พระจันทร์ทรงกลดคือสัญญาณที่บอกว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายกำลังจะตามมา นี่อาจเป็นความจริงก็ได้ เนื่องจากมักจะมีเมฆ cirrus ก่อนที่แนวของอากาศอุ่นจะเคลื่อนตัวเข้ามา 1-2 วัน ซึ่งหมายถึงหย่อมความกดอากาศต่ำ(พายุ)ก็จะตามมาด้วย
    • จำนวนของดาวภายในวงของพระจันทร์ทรงกลด จะบ่งชี้ถึงจำนวนของวันที่อากาศเลวร้าย
    (ที่มาข้อมูล : Rings Around The Moon)
  • When there is a halo around the moon, the weather will be cold and rough. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : The New York Times Practical Guide to Practically Everything)
  • Halo Around the Sun or Moon, Rain or Snow is Coming Soon. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Springfield's New Choice For Local News | Weather Folklore)
  • Halo Around the Sun or Moon, Rain or Snow Soon. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Lore)

บทความแนะนำให้อ่าน :

รุ้งกินน้ำ

สำหรับความเชืื่อเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำ มีปะปนกันทั้งในแง่ดีและร้ายครับ ถ้าให้สรุปเท่าที่มีข้อมูล อาจกล่าวได้ว่า ฝรั่งถือว่ารุ้งกินน้ำเป็นสัญญาณในทางมงคล ส่วนพวกเอเซีย จะคิดเชื่อไปทางด้านอัปมงคลเสียมากกว่า

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • อย่าเอานิ้วชี้รุ้งกินน้ำ ไม่งั้นนิ้วจากุด แต่ถ้าเผลอไปชี้ต้องแก้เคล็ดด้วยการเอานิ้วจิ้มตูด (ความเชื่อไทย) (ที่มาข้อมูล)
  • ชาวจีนบางท้องที่ถือว่ารุ้งเป็นมังกรที่ไม่ดี ถ้าไปชี้แล้วจะเกิดภัยอันตราย (ที่มาข้อมูล)
  • ที่จังหวัดลำพูน (กลุ่มคนยอง) ภาษายองจะเรียกรุ้งกินน้ำว่า "ผีอีวุง" (ที่มาข้อมูล)
  • Genesis 9:13,16 -17 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "คือเราจะตั้งรุ้งไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก" , "เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้นและระลึกถึงพันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนโลก" , "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรสัตว์โลกซึ่งอยู่บนแผ่นดิน" ดังนั้น... เมื่อเห็นรุ้งกินน้ำ นั่นคือพระสัญญาว่าจะไม่ทำลายโลก ขอให้กลับใจเชื่อพระธรรมคำสอน จงขอบคุณในความรักมั่นคงของพระผู้สร้างที่ทรงพระเมตตาต่อมนุษยชาติ (ที่มาข้อมูล)
  • เขมร เรียกรุ้งกินน้ำ ในความหมายว่าธนูพระอินทร์ เพราะมีรัศมีโค้งข้ามฟ้าเหมือนคันธนูที่โก่งจนเต็มที่ (ที่มาข้อมูล : 108 ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี)
  • ไทยและไทใหญ่มีความเชื่อตรงกันว่า ถ้าเอามือชี้รุ้งกินน้ำแล้วนิ้วจะด้วน ต้องแก้เคล็ดด้วยการเอามือเช็ดก้น (ที่มาข้อมูล : 108 ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี)
  • ชาวมอญเชื่อว่า ถ้าชี้รุ้งกินน้ำแล้วจะโชคร้าย แต่ไม่ได้ระบุว่าจะโชคร้ายอย่างไร (ที่มาข้อมูล : 108 ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี)
  • คนจีนก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า รุ้งกินน้ำเกิดขึ้นทางตะวันออก ไม่มีใครกล้าชี้เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้โชคร้าย และมักจะทำให้เกิดแผลที่มือที่ชี้นั้น ชาวจีนยังเชื่ออีกว่า ถ้าเมื่อใดเกิดรุ้งกินน้ำ เมื่อนั้นฝนจะหยุดตกจนมีคำกล่าวที่ว่า "เหมือนมองหาเมฆเพื่อให้ได้ฝน แต่พอเห็นเมฆมาแล้วก็ไม่สบายใจ กลัวรุ้งกินน้ำจะตามมาด้วย แล้วฝนก็จะหายไปเสีย" (ที่มาข้อมูล : 108 ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี)
  • ในลัทธิบอน (Bon) ของทิเบตเชื่อว่า ชาวทิเบตคนแรกลงมาจากท้องฟ้าสู่ขุนเขาสูงด้วยบันไดวิเศษของรุ้งกินน้ำ ครั้นได้รับอิทธิิพลของพุทธศาสนา ชาวทิเบตยังเชื่อว่า เมื่อผู้บรรลุมรรคผลได้สิ้นชีวิตลง สังขารก็จะสลายกลายเป็นแสงงดงามของรุ้งกินน้ำ (ที่มาข้อมูล : 108 ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี)
  • The pot of gold at the end of the rainbow. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Cliches)
  • Rainbow in the morning gives you fair warning. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverbs)
ท้องฟ้า

การใช้สีของท้องฟ้าเพื่อพยากรณ์อากาศของไทยและฝรั่ง ดูแล้วค่อนข้างจะตรงกันครับ คือฟ้าสีเหลืองแดงในตอนเช้าบ่งชี้ถึงสภาพอากาศเลวร้ายที่กำลังจะมา ส่วนฟ้าสีเหลืองแดงในตอนเย็นบ่งชี้ถึงสภาพอากาศดีที่กำลังจะมา

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • คนโบราณเชื่อกันว่า ถ้าท้องฟ้ากลายเป็นสีเหลืองเข้มออกแดงแบบที่เรียกว่าอุกาฟ้าเหลือง จะเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติในเร็ววัน ชาวทะเลจะไม่มีวันยอมออกเรือเลย เพราะกลัวพายุใหญ่และมรสุม สิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า อุกาฟ้าเหลือง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนอง ในเวลาอย่างนั้นท้องฟ้าจะมีเฆมชั้นต่ำมาก เมฆชั้นต่ำจะมีไอน้ำมาเกาะอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้เกิดความชื้นสูง เมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงกระทบละอองไอน้ำเหล่านี้มาสู่ตาเรา ละอองน้ำจะหักเหแสงสีแดงสู่ระบบการมองเห็นของเรา ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีแดงส้ม อุกาฟ้าเหลืองที่แท้จึง ไม่ใช่สีเหลือง แต่เป็นสีแดงส้มมากกว่า ชาวเรือที่ใช้การสังเกตอุกาฟ้าเหลืองเป็นหลักในการออกเรือ โดยเฉพาะในเรื่องพายุ ก็ยังใช้ได้ โดยสังเกตว่าเกิดสภาพนี้ขึ้นในเวลาใด เกิดตอนเช้าหรือหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ถ้าท้องฟ้ามีสีแดงส้มในเวลาเช้าหรือหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วก็จะไม่ออกเรือ เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่าจะมีพายุและลมแรง แต่ถ้าท้องฟ้ามีสีส้มแดงในช่วงตอนโพล้เพล้หรือระหว่างพระอาทิตย์ตกดิน แสดงว่ารุ่งขึ้นอากาศจะดี (ความเชื่อไทย) ( ที่มาข้อมูล : ศูนย์แบ่งปันความรู้ ม.น.ข.)
  • ผีตากผ้าอ้อม ใช้เรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในยามที่ท้องฟ้าทางทิศตะวันตก (โดยมากหลังฝนตกใหม่ๆ) แสงตะวันตกดินจะสะท้อนกลับมาสว่างเป็นแสงสีแดงอมเหลือง คนโบราณเปรียบภาพที่เห็นนั้นเหมือนผ้าอ้อมที่ผีนำออกมาตาก จึงเรียกกันว่า ผีตากผ้าอ้อม แสดงว่าอากาศจะดี (ความเชื่อไทย) ( ที่มาข้อมูล : ปลาทูเข้าโป๊ะ ผีตากผ้าอ้อม และ อุกกาฟ้าเหลือง)
  • Red sky at night, sailers delight. Red sky in the morning, sailors take warning. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : The New York Times Practical Guide to Practically Everything)
  • Mackerel clouds in the sky, expect more wet than dry. (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : The New York Times Practical Guide to Practically Everything)
พืช

การสังเกตุพฤติกรรมของพืช ก็เชื่อว่าใช้ทำนายการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้เช่นกัน

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • ดอกไม้บางชนิดจะหุบดอก เมื่อความชื้นในอากาศเพิ่มขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าพืชไม่ต้องการให้ฝนชะล้างเอาเกสรดอกไม้ให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • ต้นไม้บางชนิดจะงอม้วนใบ ก่อนที่จะมีพายุ (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
สัตว์

มีการสังเกตุพฤติกรรมสัตว์ชนิดต่างๆ ในการทำนายสภาพอากาศ รวมถึงภัยธรรมชาติ ในประเทศต่างๆ ได้แก่ จิ้งหรีด, แมลงเม่่า, หิ่งห้อย, วัวควาย, ปลา เป็นต้น

น.สพ.ชิษณุ ติยะเจริญศรี หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาสัตว์ รพ.สัตว์สวนสัตว์ดุสิต ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจว่า :

  • " ภัยธรรมชาติทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว พายุ หรือแม้แต่ฝนตก จะมีความสั่นสะเทือนอยู่ในตัวเอง ซึ่งความสั่นสะเทือนดังกล่าว เป็นคลื่นความถี่ ที่ต่ำเกินกว่าที่มนุษย์จะสัมผัสได้ แต่สำหรับ สัตว์ จะสามารถรับรู้ คลื่นความถี่ต่ำ ดังกล่าวได้"
  • " รูปร่างของสัตว์ก็มีผลต่อการรับรู้เช่นกัน โดยการหนีเอาชีวิตรอดของ สัตว์เล็ก จะมีขึ้นก่อน เพราะจะต้องใช้เวลาในการเดินทางหนีมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น มด จะขน ไข่ หนีฝน ในขณะที่สัตว์ที่ใหญ่กว่าอย่าง สุนัข และ ช้าง จะไม่หนี เนื่องจากไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง"

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • ฝูงแมลงเม่าบินออกจากรัง แสดงว่าพายุฝนกำลังจะตามมาในไม่กี่วัน (ความเชื่อไทย)
  • ถ้าเห็นแมลงหิ่งห้อยหรือแมลงเม่าบินขึ้นสูง แสดงว่าฝนจะตก (ความเชื่อไทย) ( ที่มาข้อมูล : สรุปข้อมูลเวทีระดับตำบลไสไทย)
  • ถ้าผึ้งอยู่ในรัง แสดงว่าฝนกำลังจะมา (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : The New York Times Practical Guide to Practically Everything)
  • นกนางแอ่นบินต่ำ แสดงถึงความกดอากาศกำลังลดต่ำ (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • วัวจะนอนมากขึ้น เมื่อความกดอากาศกำลังลดต่ำลง (ความเชื่อฝรั่ง) อาจเป็นเพราะความกดอากาศต่ำส่งผลให้ระบบย่อยอาหารของวัวแย่ลง ทำให้ไม่อยากเดินออกไปกินหญ้า ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • แมวแต่งขนบ่อยขึ้น แสดงว่าไฟฟ้าสถิตย์มีมาก (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • กาและห่านจะร้องบ่อยขึ้น เมื่อความกดอากาศกำลังลดต่ำลง (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • กวางจะลงมาจากเขาเพื่อหาที่หลบภัย เมื่อความกดอากาศกำลังลดต่ำลง (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • จิ้งหรีดจะไม่ร้อง (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • "....อุ๊ยแสงยอดชี้ให้ดูนกแก๊กกับนกแอนทรายที่อยู่บนดอนทราย เล่าความรู้ความเชื่อให้ข้าพเจ้าฟังว่า ถ้าเห็นนกแก๊กและนกแอนทรายมาอาศัยอยู่ดอนทราย หมายความว่าแม่น้ำโขงถึงฤดูกาลน้ำลดแล้ว ต่อไปนี้น้ำจะลดระดับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงฤดูกาลน้ำหลากคราวหน้าหมุนเวียนมาอีก เพราะนกแก๊กและนกแอนทรายเป็นนกที่วางไข่บนหาดและดอนทราย ชาวบ้านเชื่อกันมานานแล้วว่า สัตว์ต่างๆมีสัญชาตญาณพิเศษที่ผูกสัมพันธ์กับธรรมชาติ นกวางไข่บนหาดเพราะรู้ว่าน้ำจะไม่ท่วมไข่ของมันจนกว่าจะฟักเป็นตัว เหมือนกับจิ้งกุ่งหรือจิ้งหรีดที่ลงดอนไปแล้ว แสดงว่าถึงเวลาที่น้ำลดแล้ว สัตว์พวกนี้ก็จะพากันอพยพลงมาอาศัยอยู่ตามตลิ่งเมื่อน้ำลด เสียงของจิ้งกุ่งที่ดังก้องริมฝั่งแม่น้ำหมายว่า เป็นเสียงของความอุดมสมบูรณ์ หมายถึงสีเขียวขจีของพืชผักริมน้ำ เมื่อลงมือปลูกผัก แล้วผักจะงามดี ไม่เสียหายเพราะถูกน้ำท่วม...." (ความเชื่อไทย) ( ที่มาข้อมูล : ฤดูกาลเกษตรริมโขง โดย สุภาพร นิภานนท์ โครงการแม่น้ำและชุมชน)
  • "สัญญาณเตือนภัยอันแรก ที่ประมวลได้จากการลงพื้นที่ พูดคุยกับชาวบ้าน คือ การเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างผิดปกติ ของสัตว์ทะเล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่อยหรอลงอย่างมาก จนต้องออกไปจับ ในน่านน้ำต่างชาติ จากการให้ข้อมูลของ นางกิ้มเซี้ยม แซ่โค้ว วัย 66 ปี เจ้าของร้านยิ้ม ยิ้ม ร้านอาหารทะเลชื่อดัง ในบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ทราบว่า ในรอบ 1-2 เดือนก่อนที่จะเกิดคลื่นยักษ์ ชาวประมงในพื้นที่ อ.คุระบุรี จ.พังงา สามารถวางอวนจับ "ปลิงทะเล" ได้มากผิดปกติหลายสิบเท่า ที่น่าตกใจ ยิ่งกว่านั้น คือ ชาวประมงสามารถพบเห็น และลากปลิงทะเลติดอวนได้ง่าย ๆ ห่างจากชายฝั่งไม่ไกล ทั้งที่ตามปกติแล้ว สัตว์ทะเลชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ดำรงชีพในน้ำลึก และจับได้ยากมาก จึงเป็นที่ต้องการของ ชาวจีน ซึ่งเชื่อว่า สัตว์ทะเลชนิดนี้ มีสรรพคุณทางยา อเนกอนันต์ และมีราคาที่สูงลิบลิ่ว ข้อมูลความผิดปกติดังกล่าว สอดคล้องกับคำให้การ ของชาวประมงบ้านน้ำเค็ม ซึ่งส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า ในรอบ 1-2 เดือนก่อนเกิดคลื่นยักษ์ มีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมาก เกิดขึ้นในท้องทะเล กล่าวคือ ปริมาณปลาที่จับได้ กลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเพิ่มขึ้นราว ๆ 10 เท่าของปริมาณที่เคยจับได้ ตามปกติ สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็น "ลางร้าย" บอกเหตุ คือ ประมาณ 10 นาทีก่อนเกิดคลื่นยักษ์ จู่ ๆ ฝูงควายที่ปล่อยให้เล็มหญ้า อยู่ตามทุ่ง ก็พากันวิ่งเตลิดขึ้นเขาอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งที่ไม่มีการไล่ต้อนใด ๆ " (ความเชื่อไทย) ( ที่มาข้อมูล : "พุทธทำนาย" และลางร้ายจากภัยธรรมชาติ...หมะเจื้อแต่ โดย อาคม ไชยศร)

บทความแนะนำให้อ่าน :

สภาพแวดล้อมทั่วไป

ตัวอย่างของความเชื่อ :

  • คนจะได้ยินเสียงระฆังโบสถ์ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อฝนกำลังจะตก อาจเป็นเพราะเสียงจะเดินทางผ่านอากาศได้ดีขึ้น เมื่อความชื้นในอากาศสูงขึ้น (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)
  • คนที่เป็นโรคบางอย่าง จะมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น เมื่อความกดอากาศลดต่ำลง ได้แก่ โรคข้อ, โรคฟัน, กระดูกที่กำลังจะหายจากการหัก, ตาปลา และการบวม (corns และ bunions) (ความเชื่อฝรั่ง) ( ที่มาข้อมูล : Weather Proverb)


คนไทยกับการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า

จากการลองค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท ไม่พบข้อมูลที่แสดงว่าคนไทยสนใจบันทึกปรากฏการณ์บนท้องฟ้าในอดีตกันสักเท่าใดนัก ปรากฏการณ์ส่วนใหญ่ที่ผู้คนเห็น เข้าใจ และเรียกขานชื่อถูกต้อง ก็เห็นจะเป็นปรากฏการณ์พื้นฐาน ที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ได้แก่ รุ้งกินน้ำ, พระอาทิตย์ทรงกลด และ พระจันทร์ทรงกลด

ความไม่เข้าใจต่อปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ เราอาจลองสันนิษฐานว่ามีสาเหตุหลายประการ คือ :

  • คนสมัยก่อนไม่มีความสนใจที่แท้จริงต่อปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่นอกเหนือจาก ปรากฏการณ์ที่เห็นได้บ่อยๆ เช่น รุ้งกินน้ำ และการทรงกลด เมื่อไม่สนใจ จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้งชื่อให้ต่างไป และเมื่อพบกับปรากฏการณ์ใหม่ จึงพยายามอธิบายสิ่งที่เห็น โดยอ้างอิงจากปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ดูคล้าย หรือใกล้เคียงแทน
  • ปรากฏการณ์พิเศษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ยาก เช่น วงพาร์เฮลิค หรือ ซันด๊อก มีความถี่ในการเกิดนานๆ ครั้ง ทำให้อาจไม่มีความสำคัญในการจดจำ หรือว่ามีการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ แต่ไม่มีการสังเกตุเห็น
  • อุปกรณ์ที่ใช้บันทึกภาพ ไม่ง่ายและแพร่หลายเช่นในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น กล้องถ่ายภาพดิจิตัล ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไป และมีอยู่กระทั่งในโทรศัพท์มือถือ เมื่อไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานที่แน่นอน ข้อมูลจึงสามารถสูญหายไปได้ง่าย
  • ขาดข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป
  • ความจำเป็นในการสังเกตุการณ์ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมีน้อยลง เนื่องจากคนเราหันไปพึ่งพาข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การฟังการพยากรณ์อากาศทางวิทยุ แทนการสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของเมฆ เป็นต้น

ตำแหน่งอ้างอิงของการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า

ตำแหน่งอ้างอิงของการสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มีความคล้ายคลืงค่อนข้างมากกับระบบที่ใช้ในการสังเกตุการณ์ทางดาราศาสตร์ ต่างกันตรงที่มนุษย์ที่อยู่บนพื้นโลก จะเห็นดาวได้แค่ครึ่งทรงกลมเท่านั้น แต่จะสามารถเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้มากกว่าครึ่งทรงกลม เช่น ตำแหน่งซับโซลาร์ พ้อยท์ ที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ เป็นต้น


แผนภาพแสดงวงกลมท้องฟ้า และจุดต่างๆ ที่ใช้อ้างอิงปรากฎการณ์บนท้องฟ้า
จำลองจากแผนภาพในหนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd

การสังเกตุปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : ควรรู้จักจุดต่างๆ ซึ่งจะอยู่ในระนาบแนวดิ่ง ในแนวตะวันออก-ตะวันตก

O : Observer คือ ตำแหน่งของผู้สังเกตุการณ์ จะอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของทรงกลมสังเกตุการณ์

SP : Solar Point คือ ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์อยู่

AS : Antisolar Point คือ ตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับ Solar Point เมื่อใช้ผู้สังเกตุการณ์เป็นจุดอ้างอิง

SS : Subsolar Point คือ ตำแหน่งด้านล่างที่ตรงกับ SP และอยู่ในระดับเดียวกันกับ AP

AH : Anthelic Point คือ ตำแหน่งที่ตรงข้ามกับ SP ณ ความสูงเดียวกัน

Zenith คือ ตำแหน่งของจุดสูงสุดตรงศีรษะ

Nadir คือ ตำแหน่งของจุดที่อยู่ตรงข้ามกับจุด Zenith


ตำแหน่งการเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า

นอกจากจะต้องรู้เรื่องที่มาของการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ แล้ว เราควรต้องทราบและจดจำด้วยว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ สามารถเกิดอยู่ในตำแหน่งใดบนท้องฟ้าบ้าง


แผนภาพตำแหน่งการเกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า
จำลองจากแผนภาพในหนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd

การหาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า
ปรากฏการณ์ทิศทางจุดศูนย์กลางขนาดเชิงมุม โดยประมาณ
องศา
ตำแหน่ง
เดียวกับดวงอาทิตย์ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์Solar PointAntisolar Point
โคโรนาxx5-15 (เส้นผ่าศูนย์กลาง) วงกลมวงเดียว หรือหลายวง รอบดวงอาทิตย์ ขนาดจะเล็กกว่าฮาโลมาก
เมฆสีรุ้งxมากกว่า 45° จาก solar point
กลอรี และ ไฮลีเก็นไชน์xx5-10 (เส้นผ่าศูนย์กลาง) วงกลมล้อมเงาที่เกิดด้านตรงข้ามของดวงอาทิตย์
รุ้งปฐมภูมิxx40-42.5 (รัศมี)
80-83 (เส้นผ่าศูนย์กลาง)
วงกลมอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ แต่จะเห็นเป็นวงโค้งเท่านั้น เนื่องจากผู้สังเกตุการณ์มักอยู่บนพื้นดิน โค้งรุ้งที่เหลือจึงถูกบดบังด้วยพื้นดิน
รุ้งทุติยภูมิxx51-54 (รัศมี)
102-108 (เส้นผ่าศูนย์กลาง)
เช่นเดียวกันกับรุ้งทุติยภูมิ แต่ขนาดวงใหญ่กว่า
ฮาโลxx22 (รัศมี)
44 (เส้นผ่าศูนย์กลาง)
วงกลมรอบดวงอาทิตย์ บางครั้งอาจเป็นวงรี หรือเป็นวงกลมซ้อนกันหลายๆ วงก็ได้ หากเกิดแบบไม่สมบูรณ์ จะเห็นเป็นเพียงส่วนโค้ง (arc) ก็มี
ซันด๊อกxxเป็นแถบสีรุ้ง 2 แถบ อยู่ซ้าย-ขวา ของดวงอาทิตย์ ห่าง 22° มักปรากฏบนส่วนโค้งของฮาโล เรียกอีกอย่างว่า Pahelia (แปลว่า "ข้างดวงอาทิตย์")

ที่มาภาพ : www.atoptics.co.uk

แผนภาพแสดงชื่อปรากฏการณ์ทางแสงต่างๆ


การสังเกตุปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ

เราจะหารุ้งกินน้ำได้ที่ไหน?

รุ้งกินน้ำ (ปฐมภูมิ) จะอยู่ในทิศของ Antisolar Point โดยจะทำมุมระหว่าง 40° (สีม่วง) ถึง 42.5° (สีแดง)

รุ้งกินน้ำ (ทุติยภูมิ) จะอยู่ในทิศของ Antisolar Point โดยจะทำมุมระหว่าง 51° (สีแดง) ถึง 54° (สีม่วง)

การเกิดรุ้ง

รุ้งกินน้ำจะเกิดได้ ต้องมีส่วนประกอบหลายอย่างครับ :

  • มีละอองน้ำในอากาศ : แปลว่ารุ้งจะเกิดในช่วงฝนเริ่มซา หรือหยุดตกใหม่ๆ ขณะที่ยังมีละอองน้ำจำนวนมากพอ อยู่ในบรรยากาศ และขณะฝนกำลังตก เม็ดฝนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเกิดรุ้งกินน้ำได้
  • มีแสงแดด : ในขณะที่ท้องฟ้าส่วนหนึ่งมีละอองน้ำ ฟ้าอีกส่วนหนึ่งต้องเปิดมากพอ ที่จะให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงผ่านมายังท้องฟ้าบริเวณที่มีละอองน้ำได้ด้วย


ขนาดเชิงมุม (Angular Size)

การวัดขนาดของปรากฏการณ์บนท้องฟ้า นิยมใช้หลักเดียวกันกับ การวัดระยะทางดาราศาสตร์ คือวัดออกมาเป็น ขนาดเชิงมุม (Angular Size) หรือ ระยะเชิงมุม (Angular Distance) หรือ เส้นผ่าศูนย์กลางเชิงมุม (Angular Diameter) ด้วยเหตุผลที่ว่า เราไม่สามารถคำนวณขนาดของวัตถุ ถ้าเราไม่ทราบว่าวัตถุเหล่านั้น อยู่ห่างจากเราเป็นระยะทางเท่าไร?

การวัดขนาดเชิงมุม
นิ้วก้อย
นิ้วชี้ นิ้วกลาง และ นิ้วนาง เรียงชิดติดกัน
นิ้วชี้ และ นิ้วก้อย เหยียดออก
กำปั้น10°
วัตถุขนาดเชิงมุม
Angular Size
ดวงอาทิตย์31.6' - 32.7'
ดวงจันทร์29.3' - 34.1'


ความเข้าใจเกี่ยวกับพระอาทิตย์ทรงกลด

ความเชื่อ ข้อเท็จจริง
โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดเลยเที่ยงวันแทบจะเป็นไปไม่ได้ พระอาทิตย์ทรงกลด (Solar Halo) เกิดขึ้นได้ตลอดวัน ที่จริงแล้วการเกิดกลดนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อชั้นบรรยากาศที่อยู่สูงๆ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นพอเหมาะที่จะทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งขึ้นต่างหาก ถ้าดูตัวอย่างใน ห้องภาพปี 2551 และ ห้องภาพปี 2552 จะเห็นว่า พระอาทิตย์ทรงกลด เกิดได้ตั้งแต่ตอนเช้า 7 โมง ไปจนถึง 6 โมงเย็น เลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนพอสมควรด้วยก็ตาม

ในเมืองไทย พระอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลาที่มีฝนตก และไม่พบว่าเกิดเลยในช่วงฤดูหนาว

พระอาทิตย์ทรงกลดมักเกิดขึ้นในช่วงใกล้เที่ยงวัน ในเมืองไทย พระอาทิตย์ทรงกลดเกิดในช่วงใกล้เที่ยงค่อนข้างบ่อยครับ แต่ก็สามารถเกิดในช่วงเช้า 9 โมงกว่าๆ ได้เช่นกัน ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อดูภาพในต่างประเทศ จะพบว่า พระอาทิตย์ทรงกลดเกิดในช่วงที่พระอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้า (ไม่แน่ใจว่าเป็นช่วงสาย หรือ ช่วงบ่าย)
พระอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดเป็นวงกลม การเกิดการทรงกลด หรือ ฮาโล (Halo) รอบดวงอาทิตย์ หรือ ดวงจันทร์ สามารถเกิดเป็นวงกลม หรือ วงรี ก็ได้ และอาจเกิดไม่เต็มวงก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการกระจายตัวของผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศ

เมื่อ 11 เมษายน 2552 เกิดปรากฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี (Circumscribed Halo) ที่สังเกตุได้ในช่วงเช้า ของกรุงเทพมหานคร


การถ่ายภาพพระอาทิตย์ทรงกลด และ พระจันทร์ทรงกลด

การบันทึกภาพพระอาทิตย์ทรงกลด ทำได้ไม่ยากครับ ใช้กล้องดิจิตอลที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ใช้ได้แล้ว :

  • เลนส์มุมกว้างอย่างน้อย 24 มม. : พระอาทิตย์ทรงกลดที่เกิดขึ้นทั่วไป คือ 22° Halo มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 44 องศา จำเป็นต้องใช้เลนส์มุมกว้างอย่างน้อย 24 มม. จึงจะสามารถบันทึกภาพได้เต็มวง
  • ใช้ฟิลเตอร์ลดแสง อย่างน้อย 4 stop : พระอาทิตย์มีแสงที่จ้ามาก ให้ใช้ฟิลเตอร์ลดแสงอย่างน้อย ND4 และใช้ ISO ที่ต่ำที่สุด (โดยทั่วไป 100) เพื่อลดทอนความสว่างลงมาให้กล้องสามารถบันทึกภาพได้
  • ปรับระยะโฟกัสไว้ที่อินฟินิตี้ : ระบบออโตโฟกัสของกล้องทำการโฟกัสได้ยากมากครับ ปรับเองดีกว่า
  • ถ่ายหลายๆ ภาพ เป็นระยะๆ : พระอาทิตย์ทรงกลดจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เนื่องจากการเคลื่อนที่ของเมฆ จึงควรที่จะบันทึกภาพไว้หลายๆ ภาพ เพื่อนำมาคัดเลือกภายหลัง

ส่วนการบันทึกภาพพระจันทร์ทรงกลดนั้น ง่ายกว่ามาก และเนื่องจากแสงจันทร์อ่อนกว่าแสงอาทิตย์มาก จึงไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์ลดแสงแต่อย่างใด :

  • เลนส์มุมกว้างอย่างน้อย 24 มม. : พระจันทร์ทรงกลดที่เกิดขึ้นทั่วไป มีขนาด 22° เช่นกัน
  • ปรับระยะโฟกัสไว้ที่อินฟินิตี้ : เช่นเดียวกันกับการถ่ายพระอาทิตย์ทรงกลด
  • ถ่ายหลายๆ ภาพ เป็นระยะๆ : เช่นกันครับ
  • ใช้ขาตั้งกล้อง : เพื่อให้ได้ภาพที่นิ่ง ไม่เบลอครับ

ห้องภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า ตั้งแต่อดีต - ปี 2551 (past-2008)

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า ปี 2552 (2009)

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า ปี 2553 (2010)

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า ปี 2554 (2011)

Gallery ภาพปรากฏการณ์ท้องฟ้า ปี 2555 (2012)


ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : รุ้ง
รุ้ง, รุ้งกินน้ำ
Rainbow


รุ้งกินน้ำ ถ่ายที่ กทม. เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2545

ส่วนโค้งของแสงสีที่ปรากฏบนท้องฟ้า เกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงอาทิตย์ในละอองน้ำในอากาศ มักเกิดในช่วงหลังฝนตก

รุ้งปฐมภูมิเกิดที่มุม 40-42.5° ส่วนรุ้งทุติยภูมิจะเกิดที่มุม 51-54° ในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (antisolar point)

Links :


รุ้งกินน้ำสีแดง (red rainbow) ถ่ายที่ กทม. เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2547

รุ้งละอองน้ำ
Spray bows

ชื่ออื่น : รุ้งทะเล (Marine Rainbow), รุ้งน้ำทะเล (Sea Water Rainbow)


รุ้งละอองน้ำ ถ่ายที่เกาะนางยวน วันที่ 16 มิถุนายน 2549

รุ้งละอองน้ำ คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดจากละอองน้ำที่เกิดจากคลื่น

รุ้งละอองน้ำจะเกิด ในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (antisolar point)

Links :

Sea Water Rainbow
Sea Water Rainbow
ที่มาภาพ : www.atoptics.co.uk

รุ้งซ้อน
Supernumerary Rainbow


รุ้งซ้อน เกิดร่วมกับ รุ้งปฐมภูมิ และ รุ้งทุติยภูมิ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 17:00-18:00 น. ที่ อ.เมือง จ.โคราช

รุ้งซ้อน เป็นรุ้งที่เกิดจากการแทรกสอด (interference) เกิดอยู่ภายในรุ้งปฐมภูมิอีกทีหนึ่ง

รุ้งซ้อนเกิดเมื่อละอองน้ำในอากาศมีขนาดที่ค่อนข้างเท่ากัน แสงสีของรุ้งจะเกิดการแทรกสอดทำให้สีบางสีจางลง แต่ขับเน้นสีอื่นให้ชัดขึ้น โดยเฉพาะสีเขียวและสีแดง

Links :

Supernumerary Rainbow
ภาพขยายของรุ้งซ้อน
ที่มาภาพ : wikipedia


รุ้งซ้อน เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2553 เวลาประมาณ 16:52 น. ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

รุ้งหมอก
Fog Bow

รุ้งหมอก เป็นปรากฏการณ์ทำนองเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากการหักเหและสะท้อนภายในละอองน้ำที่อยู่ในหมอก จะเห็นได้ง่ายเมื่อผู้สังเกตอยู่บนภูเขาและมองลงไปยังหุบเขาที่มีหมอก ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของผู้สังเกตในระดับต่ำใกล้ขอบฟ้า

รุ้งหมอกมักมีสีขาว (ไม่มีสี) เนื่องจากละอองน้ำที่อยู่ในหมอก มีขนาดเล็กกว่าละอองน้ำในอากาศสำหรับการเกิดรุ้งมาก

รุ้งหมอกจะเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point)

Links :

fog bow
รุ้งหมอกเหนือเมืองแคลิฟอร์เนีย

fog bow
รุ้งหมอกเหนือทุนดร้า, ไซบีเรีย

รุ้งน้ำแข็ง
Icebow

phenomenon similar to a rainbow except that it is formed by the refraction of sunlight through cloud suspended ice crystals as opposed to raindrops or other liquid water suspended in the air

รุ้งน้ำแข็ง ปรากฏการณ์ทำนองเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากการหักเหและสะท้อนภายในผลึกน้ำแข็งที่อยู่ในก้อนเมฆ แทนที่จะเป็นหยดน้ำ

รุ้งน้ำแข็งมักมีสีซีดจางมาก จนดูคล้ายสีขาว

รุ้งน้ำแข็งจะเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point)

Links :

Ice Bow
รุ้งน้ำแข็ง ที่ Kluane Range

Ice Bow
รุ้งน้ำแข็งเหนืออาร์คติก

รุ้งจันทรา
Moonbow

ชื่ออื่น : รุ้งจันทรา (Lunar Rainbow, Lunar Bow) , รุ้งขาว (White Rainbow)

a rainbow produced by the moon rather than the sun

มูนโบว์ หรือ รุ้งจันทรา คือ รุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงจันทร์ ไม่ใช่แสงอาทิตย์

รุ้งจันทราจะค่อนข้างซีดจาง เนื่องจากแสงจันทร์มีความสว่างน้อยกว่าแสงอาทิตย์มาก เป็นเหตุให้รุ้งจันทราดูไม่ค่อยมีสีสันด้วยตาเปล่า (cone receptors ภายในตาคนเราจะมีประสิทธิภาพในการเห็นแสงสีน้อยลง ในที่ที่มีแสงน้อย) การถ่ายภาพโดยเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานานจะทำให้เห็นสีของรุ้งชัดเจนขึ้น

บางครั้งคนจะสับสนและเรียก "พระจันทร์ทรงกลด" ว่าเป็น "รุ้งจันทรา" ทั้งๆ ที่ "พระจันทร์ทรงกลด" จัดเป็นปรากฏการณ์ประเภท "ฮาโล" ไม่ใช่ "รุ้งกินน้ำ"

รุ้งจันทราจะเห็นได้ง่ายเมื่อพระจันทร์เต็มดวงอยู่ใกล้ขอบฟ้า ต่ำกว่า 42° และท้องฟ้ามืด รุ้งจันทราจะเกิดด้านตรงข้ามกับดวงจันทร์ มีจุดศูนย์กลางจะอยู่ที่ anti-lunar point

Links :

Lunar Rainbow
moonbow ถ่ายที่น้ำตกวิคตอเรีย อาฟริกา
(ตอนกลางคืน ใต้แสงจันทร์)

Lunar Rainbow
Moonbow

Lunar Rainbow
Moonbow ในทะเลทราย ที่ Victorville, California

รุ้งแสงสะท้อน
Reflection Rainbow

Reflection Rainbow is produced when sunlight reflects off a body of water before reaching the raindrops. Such a rainbow shares the same endpoints as a normal rainbow but encompasses a far greater arc when all of it is visible. Both primary and secondary reflection rainbows can be observed. Another rainbow-like variant is produced when sunlight is reflected off clouds.

รุ้งแสงสะท้อนเกิดเมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนกับผิวน้ำก่อนที่จะเดินทางไปถึงละอองน้ำในอากาศ แสงอาทิตย์ที่ส่องตรง และแสงสะท้อน ทำให้เกิดรุ้ง 2 โค้ง ที่มีจุดกำเนิดเดียวกัน

Links :


ภาพรุ้งสะท้อน บน Wikipedia

รุ้งไฟ
Fire Rainbow

The fire rainbow can sometimes be seen in cirrus clouds with ice crystals (normally at least 6 km above sea level) and with the sun at least 58° above the horizon.

รุ้งไฟเกิดขึ้นในเมฆเซอรัส ที่ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็ง (โดยปกติ อยู่ที่ความสูง 6 กิโลเมตร เหนือน้ำทะเล) ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้า 58°

แสงอาทิตย์ส่องกระทบเกล็ดน้ำแข็งรูป 6 เหลี่ยม ที่บางและโปร่งแสง เกิดการหักเหและสะท้อน ออกมาเป็นแสงสีต่างๆ

ชื่ออื่น : circumhorizontal arc, circumhorizon arc

Links :

fire rainbow
รุ้งไฟ

fire rainbow
รุ้งไฟ

fire rainbow
รุ้งไฟ ที่ Grand Rapids มิชิแกน

รุ้งอื่นๆ
Other Rainbows

รุ้งเมฆ
Effects in cloud bows caused by perspective

รุ้งน้ำค้าง
Dew Bow

รุ้งน้ำค้างมีลักษณะการเกิดเช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำ แต่เกิดจากละอองน้ำของน้ำค้าง แทนที่จะเป็นละอองน้ำในอากาศ

รุ้งน้ำค้างจะเกิดในช่วงเช้า เมื่อน้ำค้างยังอยู่บนพื้นดิน และดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว

Links :

Dew Bow
Dew Bow

รุ้งซี่ล้อ และ ล้อรุ้ง
Rainbow Spokes and Wheels

When clouds or dense rain showers shadow the light falling into your rainbow cone the shadowed raindrops can no longer send the rainbow's rays towards your eye. The result is one or more dark radial spokes centered on the antisolar point and making the rainbow sometimes resemble a wagon wheel

Links :

รุ้งเม็ดแก้ว
Glass Bead Bow

เกิดจากเม็ดแก้วที่ผสมอยู่ในสีทาถนน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 21°

Links :

ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : ฮาโล (Halo)
ฮาโล, ออรา, พระอาทิตย์ทรงกลด
Halo, Aura

ชื่ออื่น : 22° Halo, Sun Halo, Solar Halo, Moon Halo, Lunar Halo, Ring, Gloriole, Nimbus


อาทิตย์ทรงกลด (Sun Halo) ถ่ายที่กรุงเทพ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551

วงกลมแสงสีที่เกิดรอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ เกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงภายในเกล็ดน้ำแข็งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ

ฮาโลมีขนาดเชิงมุม (Angular Size) ประมาณ 44 องศา มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point)

หากเกิดรอบดวงอาทิตย์ จะเรียกว่า Sun Halo หรือ Solar Halo หากเกิดรอบดวงจันทร์ จะเรียกว่า Moon Halo หรือ Lunar Halo

มีการกล่าวว่า "ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในปีที่มีฝนหลงฤดู จึงทำให้มีความชื้นในอากาศมากตามไปด้วย จะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นจากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา"

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานภาพถ่ายของ Halo ที่เกิดในประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่า Halo สามารถเริ่มเกิดได้ในช่วงเช้า 7 โมง จนถึง 6 โมงเย็น เลยทีเดียว และวันที่เกิด Halo ขึ้นนั้น ก็เป็นวันที่นับได้ว่าอากาศค่อนข้างร้อนพอสมควร ส่วนเรื่องที่เกิด Halo มากในปีที่มีฝนหลงฤดูนั้น น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากมีการพบเห็นปรากฎการณ์ Halo ค่อนข้างบ่อย ในปี พ.ศ.2551 และ 2553 ที่นับว่าเป็นปีที่มีฝนผิดฤดูมากปีหนึ่ง

Links :

  • Halo (optical phenomenon)
  • พระอาทิตย์ทรงกลด
  • 9° Halo บางครั้ง อาจสับสนได้กับ Corona
  • 18° Halo
  • 24° Halo เป็นวงกลดสีขาว รัศมี 22° มักเกิดร่วมกับฮาโลวงอื่นๆ จากผลึกน้ำแข็งรูปปิรามิด เป็นฮาโลที่สังเกตุได้ยาก อาจดูจากความหนาของวงกลดที่ผิดปกติของ ฮาโล 22° หรือ การเกิดการซ้อนของวงสี โดยเฉพาะวงสีแดง ของการเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดปกติ
  • 46° halo


ฮาโลไม่ได้เกิดได้แต่บนท้องฟ้าอย่างเดียวครับ แต่จะเกิดบนพื้นดินก็ได้ด้วย

พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี
Circumscribed Halo

พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ที่ กทม. Date : Saturday 11 April 2009 , Time : 8:47 AM - 5:13 PM
Place : Bangkok, Thailand
Taken by : Pitan Singhasaneh
Camera : Sony DSC-R1


พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552 ที่ กทม.

Circumscribed Halo เป็นปรากฏการณ์ทางแสง ที่เกิดล้อมรอบ 22° Halo มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์ รูปร่างเป็นวงรี ที่มีเส้นรอบวงสัมผัสขอบของ 22° halo ณ จุดบน-ล่าง

ในวันที่เกิดปรากฏการณ์ Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc ขณะดวงอาทิตย์ขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวสูงขึ้น Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc จะยืดยาวออกบรรจบกัน กลายเป็น Circumscribed Halo รูปวงรี แทน และจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าสูงกว่า 70°

โดยทั่วไป โค้งด้านบน-ล่าง ของ Circumscrbed Halo จะมีสีเข้มกว่า Halo ธรรมดา แต่โค้งด้านซ้าย-ขวา จะจางกว่า

Links :

พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด
Pyramidal Halo

พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ที่ จ.เชียงใหม่ บันทึกภาพโดย คุณ อัฐ พงศธร กิจเวช

นอกจากฮาโล 22° ที่พบเห็นกันโดยทั่วไปแล้วนั้น ฮาโลปิรามิดอาจมีวงกลดหลายวง ได้แก่ 9, 18 20, 23, 24 และ 35 องศา มีชื่อเรียกว่า 'ฮาโลรัศมีแปลก (Odd Radius Halo)

ฮาโลปิรามิดเกิดจากผลึกน้ำแข็งรูปปิรามิด (ผลึกน้ำแข็งเป็นรูปปิรามิดฐานหกเหลี่ยมที่ปลายทั้งสองด้าน บางครั้งผลึกจะไม่มีส่วนกลางที่เป็นทรงกระบอก ทำให้เกิดผลึกลักษณะต่างๆ ได้ถึง 18 แบบ และมีด้านได้ถึง 20 ด้าน) กล่าวกันว่า ส่วนใหญ่แล้ว ผลึกน้ำแข็ง 6 เหลี่ยม จะเป็นรูปร่างปิรามิดทั้งนั้น แต่ด้านข้างมีความลาดเอียงน้อย

Pyramidal Crystals
Pydamidal Crystal

มุมระหว่างด้านของผลึกน้ำแข็งปกติ จะเป็น 60 หรือ 90 องศา เท่านั้น แต่ในกรณีของผลึกน้ำแข็งปิรามิด จะมีมุมที่ต่างกันได้เป็น 28, 52.4, 56, 62, 63.8 และ 80.2 องศา แต่ละมุมจะทำให้เกิดวงกลดที่ต่างขนาดกัน วงกลดที่เราเห็นกันเป็นประจำ คือ 22 องศา ครับ

พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด จัดอยู่ในฮาโลประเภทที่พบเห็นได้ยาก (Infrequent Halos) จากการเก็บสถิติในต่างประเทศ (คนไทยยังไม่มีการเก็บสถิติ) พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิดเป็นปรากฎการณ์ที่หาชมได้ยากมาก คือมีความถี่สัมพัทธ์ (Relative Frequency) เพียงแค่ 0.3% เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบน atoptics.co.uk บอกเสริมไว้ว่า ฮาโลรัศมีแปลกนี้ บางทีอาจไม่ได้หาดูยากเหมือนกับที่เคยเชื่อกัน และอาจพบได้บ่อยขึ้นหากตั้งใจมองหาครับ

พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดปิรามิด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2554 ที่ กทม.

Links :


ฮาโลปิรามิด
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 เมือง Tampere
เกิดจากผลึกน้ำแข็งรูปปิรามิดที่อยู่ในเมฆระดับสูง

ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : อาร์ค (Arc)
อัพเปอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค
Upper Tangent Arc

ชื่ออื่น : UTA

Upper Tangent Arc เป็นโค้งรูปปีกนก สัมผัสกับด้านบนสุดของวงกลด 22° ปีกทั้งสองข้างจะเปิดและปิดลง เมื่อพระอาทิตย์อยู่สูงขึ้นจากขอบฟ้า สีแดงของโค้งจะอยู่ด้านใกล้กับดวงอาทิตย์ ในบางวันที่สภาพไม่เอื้ออำนวย Upper Tangent Arc อาจปรากฎเป็นเพียงขอบวงกลดที่มีความสว่างกว่าส่วนอื่นๆ ของวงกลด เท่านั้นก็ได้

Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc มีความสัมพันธ์กับ พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี (Circumscribed Halo) กล่าวคือ มีการรายงานการเกิด Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc ขณะดวงอาทิตย์ขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวสูงขึ้น Upper Tangent Arc และ Lower Tangent Arc จะยืดยาวออกบรรจบกัน กลายเป็น Circumscribed Halo รูปวงรี แทน เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้าประมาณ 29° และจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าสูงกว่า 70°

solar halo
Upper tangent arc เกิดพร้อมกับ halo, sun dog และ parhelic circle เมื่อวันที่ 20 มิย 52 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น
Solar Halo
Upper tangent arc เกิดพร้อมกับ halo, sun dog และ parhelic circle เมื่อวันที่ 21 มิย 52 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

Links :

โค้งพาร์รี
Parry Arc

ชื่ออื่น : Suncave Parry Arc, Sunvex Parry Arc, Parrybogen

all arcs

โค้งพาร์รี่ถูกบันทึกเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1820 โดยนักสำรวจชื่อ Parry บริเวณ เกาะ Melville ที่ Canadian Arctic

โค้งพาร์รี่ต่างจากพระอาทิตย์ทรงกลด ตรงที่มันจะเปลี่ยนรูปร่างได้ ตามมุมของดวงอาทิตย์จากขอบฟ้า โค้งพาร์รี่มักจะเห็นได้ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ระหว่าง 15 ถึง 40 องศา

แม้ว่าโค้งพาร์รี่จะมีลักษณะจาง แต่จะมีสีสันสวยงาม โดยสีแดงจะอยู่ด้านเดียวกับดวงอาทิตย์ และสีน้ำเงินจางอยู่ด้านไกลจากดวงอาทิตย์

ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ในระดับต่ำ โค้งพาร์รี่จะเป็นรูปโค้งหงาย หันโค้งเข้าหาดวงอาทิตย์ เรียกว่า Sunvex Parry Arc

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงขึ้น โค้งพาร์รี่จะเป็นรูปโค้งคว่ำ หันโค้งออกจากดวงอาทิตย์ เรียกว่า Suncave Parry Arc

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ทีระดับ 0° Sunvex Parry Arc จะอยู่ซ้อนกับ Upper Tangent Arc (UTC)

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงขึ้น...

  • Sunvex Parry Arc จะแยกออกจาก UTC
  • Suncave Parry Arc จะปรากฏขึ้น และจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ UTC
  • Sunvex Parry Arc จะหายไป
  • Lower Sunvex Parry Arc จะปรากฏขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงประมาณ 25° ซ้อนทับกับ Lower Tangent Arc (LTA)
  • Lower Sunvex Parry Arc จะแยกตัวออกจาก LTA

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในระดับต่ำมากหรือสูงมาก โค้งพาร์รี่จะมีลักษณะจางมาก จนเกือบจะไม่สามารถสังเกตุได้เลย

Links :

โค้งเซอคัมซีนิทธัล
Circumzenithal Arc

ชื่ออื่น : Circumzenith Arc, CZA, Bravais' Arc, Zirkumzenitalbogen

CZA เป็นปรากฏการณ์คล้ายกับการเกิดรุ้ง เกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์ ผ่านผลึกน้ำแข็งแนวนอนในก้อนเมฆบางประเภท

CZA มีรูปร่างเป็นโค้งสีรุ้ง ขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของวงกลม จุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกลางฟ้า (Zenith) โค้งจะอยู่ขนานกับขอบฟ้า และอยู่ด้านเดียวกันกับดวงอาทิตย์ สีฟ้าจะอยู่ด้านในของโค้ง (ใกล้กับจุด zenith) ขณะที่สีแดงจะอยู่ด้านนอกของโค้ง (ใกล้กับขอบฟ้า) CZA นับเป็นฮาโลที่มีสีสันสดใส และสว่างที่สุดประเภทหนึ่งทีเดียว

circumzenithal arc
CZA ถ่ายที่ Patumthani, Thailand
Date : 11 June 2008
Place : Patumthani, Thailand
Taken by : คุณอัญชา

แสงจากดวงอาทิตย์จะส่องเข้าผลึกน้ำแข็งในด้านบนที่อยู่แนวระนาบ และออกจากผลึกด้านข้างที่อยู่แนวดิ่ง (Angle of Separation = 90°)

CZA จะเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่า 32.2° จากขอบฟ้า และจะสว่างที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่ง 22° เหนือขอบฟ้า (แสงอาทิตย์จะเข้า-ออกจากผลึกน้ำแข็งที่ deviation angle ต่ำสุด) โดย CZA จะมีขนาดของรัศมี 22° และมีขนาดเชิงมุม (หนา) ประมาณ 3° และจะสัมผัสกับ โค้งซูปราแลทเทอรัล (Supralateral Arc) (ถ้ามี)

CZA จะมีขนาดของรัศมี ตั้งแต่ 0° ถึง 32.2° แต่ที่ 0° และ 32.2° จะสว่างน้อยมาก

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่า 32.2° แสงอาทิตย์จะออกจากผลึกน้ำแข็งด้านล่างที่อยู่ในแนวระนาบ และจะทำให้เกิด วงพาร์เฮลิค (Parhelic Circle) แทน

บางครั้ง คนเราอาจสับสนระหว่าง CZA กับ Halo เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับจุดซีนิท (zenith) แต่ก็แยกได้ง่ายๆ คือ โค้งสีแดงของ Halo จะอยู่ด้านใน ส่วนของ CZA จะอยู่ด้านนอก

Links :


ภาพ CZA บน wikipedia


ภาพ CZA บน wikipedia

โค้งซูปราแลทเทอรัล และ โค้งอินฟราแลทเทอรัล
Supralateral Arc and Infralateral Arc

ชื่ออื่น : 46° Supralateral Arc, Supralateralbogen, Infralateralbogen

โค้งซูปราแลทเทอรัล เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่หาดูได้ค่อนข้างยาก เป็นปรากฎการณ์แบบโค้ง (Arc) อีกอย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนรูปร่างได้ตามความสูงของดวงอาทิตย์จากขอบฟ้า บางครั้งมีการสับสนกับ 46° Halo และ รุ้งกินน้ำ เนื่องจาก supralateral arc อาจเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ (ไม่ต่อเนื่องกันเป็นเส้นเดียว) และ 46° Halo อาจเกิดแบบจางๆ

supralateral arc
ปรากฏการณ์ โค้งซูปราแลทเทอรัล (Supralateral Arc) เกิดพร้อมกับ พระอาทิตย์ทรงกลด (Solar Halo), อัปเปอร์แทนเจ้นท์อาร์ค (Upper Tangent Arc) เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2552 ช่วงเช้า ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

Supralateral arc ต่างจาก 46° Halo ตรงที่ supralateral arc เปลี่ยนรูปร่างไปตามระดับองศาของดวงอาทิตย์

  • เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ที่ขอบฟ้า Superlateral Arc จะสัมผัส 46° Halo ในระดับเดียวกับดวงอาทิตย์
  • เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่า 15° ฐานของโค้งจะสัมผัสกับด้านข้างของ 46° Halo
  • เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ระหว่าง 15° - 27° Supralateral Arc จะเกือบซ้อนทับกับ 46° Halo ทำให้แยก Arc ออกจาก Halo ได้ลำบากมาก เชื่อกันว่า การสังเกตุ 46° Halo ที่ผ่านมาในอดีตนั้น ที่จริงแล้วน่าจะเป็น Supralateral Arc เสียมากกว่า
  • เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ระหว่าง 27°-32° Supralateral Arc จะอยู่สูงกว่า 46° Halo อย่างเห็นได้ชัด ยอดของโค้งจะแตะกับ CZA ที่อยู่ประมาณจุดศูนย์กลางท้องฟ้า

Supralateral arc ต่างจาก 46° Halo ตรงที่...

  • Supralateral Arc จะอยู่เหนือ Parhelic Circle เสมอ และจะไม่เคยเกิดเป็นวงกลมอย่างสมบูรณ์
  • วิธีการแยกแยะ halo และ arc ที่ดีที่สุด คือดูจาก สี (color) และ ความสว่าง (brightness) 46° Halo จะจางกว่า 22° Halo ประมาณ 6 เท่า และจะมีสีออกขาว (อาจมีสีแดงอยู่ด้านใน) ส่วน Supralateral Arc จะมีสีสวยกว่า จะเห็นสีฟ้าและเขียวได้ชัดเจน และอาจมีสีและความสว่างคล้ายรุ้งกินน้ำ
  • CZA จะสัมผัสกับ Supralateral Arc เสมอ ไม่ว่าดวงอาทิตย์จะอยู่ในระดับใดก็ตาม

Supralateral arc เกิดจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านผลึกน้ำแข็งแท่งหกเหลี่ยมที่วางตัวอยู่ในแนวนอน โดยเข้าทางฐานหกเหลี่ยม และออกทางด้านแท่ง (ปริซึม)

supralateral arc
ปรากฏการณ์ โค้งอินฟราแลทเทอรัล (Infralateral Arc) เกิดพร้อมกับ พระอาทิตย์ทรงกลดวงรี (Circumscribed Halo) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ช่วงเช้า ที่ กทม.

Solar Halo
22° Halo & Infralateral Arc เห็นจากเที่ยวบิน กทม.-เชียงใหม่ Date : Monday 2 August 2010 , Time : 1:22-2:40 PM
Place : Bangkok->Chiang Mai Flight, Thailand
Taken by : Pitan Singhasaneh

Infralateral Arc เป็น Halo ประเภทที่หาดูได้ยากเช่นกัน เป็น Halo อีกแบบที่มักสับสนกับ 46° Halo

Infralateral Arc แตกต่างจาก 46° Halo อยู่หลายประการ :

  • Infralateral Arc มักเกิดในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ในมุมสูง
  • สีสันของ Infralateral Arc จะสดใสกว่า 46° Halo โดยจะมีสีเขียวและฟ้า

Links :

ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า : อื่นๆ
ออเรียลโอ, ออเรียล
Aureole

ชื่ออื่น : ออรีโอลา หรือ ออเรียลโอลา (Aureola)


ออเรียลโอ รอบดวงจันทร์ (Lunar Aureole) ถ่ายที่กรุงเทพ เมื่อคืนวันที่ 14-15 สิงหาคม 2551

ออเรียลโอ เป็นโคโรนาแบบไม่สมบูรณ์ คือแทนที่จะเห็นเป็นสีรุ้ง หรือหลายสี ก็จะเห็นเป็นวงสีแดงแกมน้ำตาลแทน

ออเรียลโอจะสังเกตุได้ยากเช่นกัน เพราะสีสันที่ค่อนข้างจาง

ออเรียลโอ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point) มีชื่อเรียกว่า Solar Aureole เมื่อเกิดรอบดวงอาทิตย์ และมีชื่อเรียกว่า Lunar Aureole เมื่อเกิดรอบดวงจันทร์

Links :

โคโรนา
Corona

Sun Corona
โคโรนารอบดวงอาทิตย์ (Sun Corona) ถ่ายที่กรุงเทพ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551

โคโรนา คือวงแหวนสีต่างๆ (ชั้นเดียว หรือ หลายชั้น) รอบดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ เกิดขึ้นเมื่อแสงส่องผ่านเมฆบาง

โคโรนาจะพบได้ยากกว่า และบันทึกภาพได้ยากกว่า เนื่องจากวงของโคโรนาจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากนั่นเอง

โคโรนามีขนาดเชิงมุม (Angular Size) 10-30 องศา มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (Solar หรือ Lunar Point)

Links :

โคโรนาตัวนี้ ต่างกับโคโรนาอีกแบบหนึ่ง (ชื่อเดียวกัน แต่ใช้เรียกปรากฏการณ์ต่างกัน...แปลกดี)

โคโรนา
Corona

เส้นสายลักษณะคล้ายพลาสมาในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ หรือดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ที่ยื่นยาวออกไปเป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตรสู่อวกาศ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเกิดสุริยุปราคา หรือเมื่อดูผ่านโคโรนากราฟ (coronagraph)

คำนี้มีความหมายได้ 2 อย่าง อาจทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ ฝรั่งนี่ก็แปลกดีเหมือนกัน?

Links :


สุริยคราส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1999 ที่ฝรั่งเศส

ซันด๊อก
SunDog

ชื่ออื่น : Sundog, Parhelion, Pahelia (พหูพจน์ของ Pahelion), Mock Suns

Solar Halo
sun dog เกิดพร้อมกับ halo, upper tangent arc, parhelic cirlcle เมื่อวันที่ 21 มิย 52 ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น


ซันด๊อก หรือ พาร์ฮีเลีย จะเกิดเป็นคู่ อยู่ด้านซ้าย-ขวา ของพระอาทิตย์

ซันด๊อก เป็นปรากฏการณ์ทางแสงอย่างหนึ่ง มักเกิดเป็นคู่ อยู่ด้านซ้าย-ขวา ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ ขนานกับพื้นดิน ซันด๊อกอาจปรากฏเป็นจุดสว่างบนฮาโล หรืออาจมีรูปร่างคล้ายกับดาวหางก็ได้ ซันด๊อกอาจมีสีรุ้งได้ โดยที่สีแดงจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และสีฟ้าขาวปรากฏในส่วนหาง

ซันด๊อก เกิดจาการหักเห และการสะท้อนของแสงอาทิตย์ กับผลึกน้ำแข็งแท่ง 6 เหลี่ยมภายในเมฆเซอรัส (cirrus) หรือ เซอโรสตราตัส (cirrostratus) เมฆน้ำแข็งอื่นๆ เช่น ice fog และ diamond dust ก็สามารถทำให้เกิดซันด๊อกได้เช่นกัน

ซันด๊อกมักเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับขอบฟ้า คือหลังพระอาทิตย์ขึ้น หรือ ก่อนพระอาทิตย์ตก หรือในช่วงเดือนในฤดูหนาวในเขต mid-latitudes โดยจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุม 22 องศา และจะปรากฏบนวงของฮาโลถ้าเกิดปรากฏการณ์ฮาโล

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในมุมที่สูงขึ้น ซันด๊อกจะเคลื่อนตัวออกห่างจากดวงอาทิตย์ แต่จะยังรักษาตำแหน่งอยู่ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์

เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เกิน 45 องศา เหนือขอบฟ้า ซันด๊อกจะจางลง และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่า 22 องศา

ซันด๊อกจะหายไป เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่าขอบฟ้าเกิน 61 องศา

ซันด๊อกมักเกิดร่วมกับฮาโล ฮาโลจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในลักษณะผสม ส่วนซันด๊อกจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในแนวระนาบ (เราจะเห็นเฉพาะซันด๊อกเท่านั้น ถ้ามีแต่ผลึกน้ำแข็งในแนวระนาบ)

Parhelion เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Sun Dog ซึ่งแปลว่า "ข้างดวงอาทิตย์"

ปรากฏการณ์นี้ หากเกิดกับดวงจันทร์ จะเรียกว่า "มูนด๊อก" (Moon Dog) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paraselene หรือ Paraselenae (พหูพจน์ของ paraselene) มูนด๊อกจะหาดูได้ยากกว่า และจะเกิดได้เมื่อดวงจันทร์มีความสว่างมากเท่านั้น

ซันด๊อกจะพบได้ง่ายในเขตหนาว เช่น ทวีปแอนตาร์คติค และ ทวีปอาร์คติค แต่ก็เกิดได้ในเขตร้อนเช่นกัน แม้แต่ในประเทศไทย

Links :

ซับซัน
Subsun หรือ Sub-sun

ชื่ออื่น : Untersonne


ปรากฏการณ์ซับซัน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ถ่ายจากเครื่องบิน หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

ซับซัน (เขียนว่า Subsun หรือ Sub-sun, อ่านว่า สับ-ซัน) เป็นจุดสว่าง ที่อาจเห็นได้เมื่อผู้สังเกตุการณ์อยู่ที่ระดับสูงกว่าเมฆ เช่น เมื่ออยู่บนเครื่องบิน หรือ ยอดเขา เป็นต้น

ซับซันจะเกิดในตำแหน่งซับโซลาร์พ้อยท์ (Subsolar Point) ซึ่งคือตำแหน่งที่อยู่ด้านล่างตรงกับดวงอาทิตย์ ดูคล้ายกับการสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์กับผิวหน้าของผิวน้ำ

การสะท้อนแสงอาทิตย์จากก้อนเมฆมีที่มาจากแผ่นของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากในก้อนเมฆ (เช่น เมฆเซอรัส) ในกรณีที่ไม่มีการรบกวนจากความปั่นป่วนของอากาศ (turbulence) แผ่นของผลึกน้ำแข็งจะอยู่ในแนวระนาบ ในขณะที่ตกลงสู่พื้นโลก พื้นที่ของน้ำแข็งที่มีแผ่นผลึกน้ำแข็งนี้จะทำหน้าที่เสมือนกับกระจกขนาดใหญ่ ทำการสะท้อนแสงอาทิตย์ เกิดเป็นดวงอาทิตย์จำลองอีกดวงหนึ่ง ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นขอบฟ้า (horizon)

ซับซันเป็นปรากฎการณ์ทางแสงที่อยู่ในระดับต่ำกว่าขอบฟ้าที่พบเห็นได้ง่าย จัดเป็น halo ประเภท reflection halo กล่าวคือเป็นการสะท้อนของแสงอย่างเดียว โดยไม่มีการหักเหของแสง นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ซับซันมีสีขาวเช่นแสงอาทิตย์


การสะท้อนแสงจากผิวหน้าด้านบน และผิวหน้าด้านล่าง ของผลึกน้ำแข็งรูปแผ่นหกเหลี่ยม


แนวการเดินทางของแสง : สะท้อนกับ 1 หรือ 3-2-6
ข้อมูลจาก http://www.meteoros.de/arten/ee44e.htm

ซับซันมักมีรูปร่างเป็นวงรี เนื่องจากแผ่นผลึกน้ำแข็งมีไม่ได้อยู่ในแนวระดับตลอดเวลา แต่มีการส่ายไหวไปมา หากเกิดการสั่นมาก ก็อาจเปลี่ยนจากการเกิดซับซันเป็นการเกิดปรากฎการณ์เสาแสงด้านล่าง (Lower Sun Pillar) ได้

Links :

  • Subsun บน atoptics.co.uk
ซับพาร์ฮีเลีย
Subparhelia

ชื่ออื่น : ซับซันด๊อก (Sub-sundogs), Unternebensonnen


ฮาโล (วงกลมล้อมดวงอาทิตย์), ซับซัน (จุดสว่างด้านล่างดวงอาทิตย์), Lower Tangent Arc (แถบสว่างระหว่างฮาโลกับซับซัน) และ Subparhelion (แถบสีรุ้งไม่สว่างมาก ด้านขวาของซับซัน)

ซับพาร์ฮีเลีย เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากประเภทหนึ่ง จะเกิดใต้เส้นขอบฟ้า อยู่ในระดับเดียวกันกับซับซัน และอยู่ใต้พาร์ฮีเลีย จะพบเห็นได้ เมื่อผู้สังเกตุการณ์อยู่บนภูเขาสูง หรือ บนเครื่องบิน อาจจำง่ายๆ ว่า พาร์ฮีเลีย (หรือ ซันด๊อก) อยู่ด้านบนข้างดวงอาทิตย์ ซับพาร์ฮีเลีย เลยอยู่ด้านล่างข้างซับซัน นั่นเอง

ถ้าเกิดด้านเดียวจะเรียกเป็นเอกพจน์ว่า 'ซับพาร์ฮีเลียน' แต่ถ้าเกิดเป็นคู่ จะเรียกเป็นพหูพจน์ว่า 'ซับพาร์ฮีเลีย' ครับ


แนวการเดินทางของแสง 3-2-7
ข้อมูลจาก http://www.meteoros.de/arten/ee45e.htm

พาร์ฮีเลีย และ ซับพาร์ฮีเลีย จะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวได้ครับ คือ เราอาจเห็นซับพาร์ฮีเลีย แต่ไม่เห็นพาร์ฮีเลีย ก็ได้

พระอาทิตย์ทรงกลด
ปรากฏการณ์ซับพาร์ฮีเลียน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ถ่ายจากเครื่องบิน หาดใหญ่-กทม.

Links :

วงพาเฮลิค
Parhelic Circle

ชื่ออื่น : Horizontalkreis

วงพาร์เฮลิค เป็นปรากฎการณ์ทางแสงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือเป็นวงกลมแสงขนาดใหญ่ ขนานกับเส้นขอบฟ้า ผ่านและอยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์

ปรากฎการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกับ(และเคยเกิดร่วมกับ) วงพาร์เฮลิค ในประเทศไทย ได้แก่ 22° Halo, Upper Tangent Arc, Supralateral Arc, Sun Dogs, 120° Parhelia, Anthelion และ Wagener arcs

แอนธิเลียน (Anthelion) เป็นจุดสว่าง อยู่บนวงพาร์เฮลิค ตรงจุดตัดของโค้งวาเกนเนอร์ ด้านตรงข้ามกับ ดวงอาทิตย์

120° Parhelia เป็นจุดสว่าง ปรากฎบน Parhelic Circle ทำมุม 120 องศา ห่างจากดวงอาทิตย์

โค้งวาเกนเนอร์ (Wagener Arcs) เป็นโค้งรูปกากบาท ปรากฎบน Parhelic Circle ด้านตรงข้ามกับ ดวงอาทิตย์

อาทิตย์ทรงกลด - halo
แผนภาพแสดงตำแหน่งการเกิดของ Parhelic Circle, Sun Dogs, 120° Parhelia และ Anthelion

Parhelic Circle
22D Halo, Circumscribed Halo, Parhelic Circle, Wegener Arc, 120D Parhelia, Antilion, Infralateral Arcs
Date : 2 July 2013 , Time : 10:00 AM
Place : Sukhothai, Thailand
Taken by : Thapanaphat Sripungwiwat

อาทิตย์ทรงกลด - halo
Parhelic Circle, Sun Dogs, 120° Parhelia และ Anthelion
Date : 1 June 2007 , Time :
Place : Roi Et, Thailand
Taken by : 101thairidgeback and marco_tum

อาทิตย์ทรงกลด - halo
22° Halo, Parhelic Circle, Anthelion, Wagener arcs, Solar Corona
Date : 29 September 2008 , Time : 9:48 AM - 3:16 PM
Place : Si Racha, Thailand
Taken by : Pitan Singhasaneh
Camera Used : Sony DSC-R1

solar halo
solar halo

22° Halo, Upper Tangent Arc, Sun Dog, Parhelic Circle, Supralateral Arc
Date : Saturday 20 June 2009 , Time : 7:44-8:21 AM
Place : Khonkaen, Thailand
Taken by : Pitan Singhasaneh
Camera : Sony DSC-R1

อาทิตย์ทรงกลด - halo
22° Halo, Parhelic Circle and Sun Dog
Date : 30 September 2008 , Time : 8:09 AM - 5:11 PM
Place : Bangkok and Si Racha, Thailand
Taken by : Pitan Singhasaneh
Camera Used : Sony DSC-R1

Links :

120° พาร์ฮีเลีย
120° Parhelia

ชื่ออื่น : 120° Nebensonnen


120° พาร์ฮีเลีย และ วงพาร์เฮลิค
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2550 ณ ศาลากลาง จ.ร้อยเอ็ด

120° พาร์ฮีเลีย อาจปรากฎอยู่บนวงพาร์เฮลิค อยู่ในระดับเดียวกับดวงอาทิตย์ ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุม 120°

120° พาร์ฮีเลีย ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกับวงพาร์เฮลิค เพราะวงพาร์เฮลิคเกิดขึ้นจากผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแผ่น หรือแบบแท่งก็ได้ ในขณะที่ 120° พาร์ฮีเลีย จะเกิดขึ้นจากผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแผ่นเท่านั้น

เราใช้ Halo ประเภทอื่นๆ ในการดูความน่าจะเป็น ของการเกิด 120° พาร์ฮีเลีย ได้ครับ

  • ผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแผ่น -> การเกิด Sundogs ที่ชัดเจน -> อาจเกิด Parhelic Circle -> อาจเกิด 120° พาร์ฮีเลีย
  • ผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแท่ง -> การเกิด Upper Tangent Arc หรือ Circumscribed Halo ที่ชัดเจน -> อาจเกิด Parhelic Circle -> ไม่เกิด 120° พาร์ฮีเลีย


แนวการเดินทางของแสง : 1-3-8-2
ข้อมูลจาก http://www.meteoros.de/arten/ee18e.html

Links :

แอนธิเลียน
Anthelion

ชื่ออื่น : Gegensonne


แอนธิเลียน และ วงพาร์เฮลิค
29 กันยายน 2551 ณ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

แอนธิเลียน เป็นจุดสว่าง อยู่บนวงพาร์เฮลิค (ถ้ามี) อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ในระดับเดียวกัน

การเกิดของแอนธิเลียนยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าที่จริงแล้ว แอนธิเลียนเป็นฮาโลอีกประเภทหนึ่ง หรือเป็นเพียงแต่จุดสว่างที่เกิดจากการเกิดของฮาโลหลายๆ ตัวมาซ้อนกัน ได้แก่ Parhelic Circle, Anthelic Arcs, Tricker's และ Wegener's Anthelic Arcs

Links :

ไฮลีเก็นไชน์
Heiligenschein

ชื่ออื่น : Dew heiligenschein, ออรา (Aura หรือ Ora) , ฮาโล (Halo) , กลอรี (Glory), ออรีโอลา หรือ ออเรียลโอลา (Aureola) หรือ ออเรียลโอ (Aureole), แสงศักดิ์สิทธิ์ (Holy Light)

เป็นปรากฏการณ์ทางแสง ที่เกิดแสงจ้ารอบเงา (อาจมีสีจางๆ) ณ ตำแหน่ง antisolar point

ไฮลีเก็นไชน์ จะเกิดในตอนเช้ามาก ในขณะที่พระอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งต่ำ (ทำให้เงามีลักษณะยาว) ให้ลองยืนในตำแหน่งที่เงาทอดยาวไปบนพื้นหญ้า และเงาของศีรษะอยู่บนหญ้าที่เต็มไปด้วยน้ำค้างดูสิครับ

น้ำค้างที่มีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลมจะทำหน้าที่คล้ายเลนส์ เมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านเลนส์ จะถูกรวมส่องไปยังพื้นด้านหลัง แสงบางส่วนจะกระจายกลับไปยังทิศทางเดิม ทำให้บริเวณ antisolar point ดูสว่างขึ้น

ไฮลีเก็นไชน์ ต่างกับ กลอรี คือ ไฮลีเก็นไชน์ไม่มีหลายสี ในขณะที่กลอรีจะมีหลายสี

ไฮลีเก็นไชน์ เหมือนกับปรากฏการณ์ทางแสงอื่นๆ คือจะเกิด ณ ตำแหน่งอ้างอิงที่แน่นอนเสมอ ในที่นี้ คือ ตำแหน่ง ณ จุด antisolar point ลองดูภาพ ที่นี่ สิครับ

Heiligenschein เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า "Holy Glow"

ไฮลีเก็นไชน์ ยังใช้เป็นชื่อเรียกวงแสงที่เกิดขึ้นรอบศีรษะของพวกเทวดา และนางฟ้าของฝรั่งด้วย

Links :

Heiligenschein
heiligenschein

กลอรี
Glory

ชื่ออื่น : Glory of the Pilot, Anthelion

กลอรีเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดจากการกระจายแสงย้อนกลับ (backscattering) ที่ประกอบด้วยการกระจาย (diffraction), การสะท้อน (reflection) และการหักเห (refraction) ของแสง ผ่านละอองน้ำขนาดใกล้เคียงกัน กลับมาในทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง

กลอรีจะเกิดในตำแหน่ง antisolar point และมีขนาดเชิงมุม (angular size) ประมาณ 5° ถึง 10° ขึ้นอยู่กับขนาดของละอองน้ำ

กลอรีอาจประกอบด้วยวงแสงสีหลายวง เมื่อละอองน้ำมีความสม่ำเสมอของขนาด ในกรณีที่ละอองน้ำมีขนาดต่างกัน วงแสงสีที่เกิดขึ้นอาจไม่ชัดเจน

เนื่องจากเรามักพบเห็นกลอรีจากเครื่องบิน ที่ถูกล้อมด้วยละอองน้ำ (เมฆ) จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Glory of the Pilot กลอรีอาจเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์อื่นได้ เช่น Brocken spectre และ รุ้งหมอก (fog bow) ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูสวยงามแปลกตาขึ้นมาก

คำว่า Anthelion มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก anthelios ανθηλιος แปลว่า "ตรงข้ามดวงอาทิตย์"

Links :


กลอรีเกิดจากละอองน้ำของน้ำพุร้อน


กลอรี เกิดพร้อมกับ รุ้งหมอก และ Brocken spactre ที่สะพานโกลเด้นเกท ซานฟรานซิสโก

เสาแสง, เสาแสงอาทิตย์
Light Pillar, Sun Pillar

เสาแสง คือเส้นแสงในแนวตั้ง เกิดจากดวงอาทิตย์ในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก สามารถเกิดได้ทั้งด้านบนและด้านล่างของดวงอาทิตย์ เช่นในกรณีที่ผู้สังเกตุการณ์อยู่ในที่สูง

เสาแสงจะเกิดในทิศทางของ solar point

Links :


เสาแสง ถ่ายที่มหาวิทยาลัยอลาสกา ที่เบอร์แบงค์

รังสีครีพัสคิวลาร์
Crepuscular Ray

ชื่ออื่น : sunbeams, sunburst, sun rays, Sun Drawing Water, Backstays of the Sun, ropes of Maui, Jacob's Ladder, God Rays, cloud breaks, fingers of god (God's Fingers), Volumetric Lighting, Buddha's Fingers,

Crepuscular Ray
ปรากฏการณ์รังสีครีพัสคิวลาร์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2552 ที่ กทม.

Crepuscular Ray เป็นลำแสงอาทิตย์ ที่ดูเหมือนกับจะกระจายออกจากจุดเดียวกัน(ดวงอาทิตย์)บนท้องฟ้า สามารถเกิดหลังก้อนเมฆ หรือวัตถุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ต้นไม้ ภูเขา และ อาคาร

คำว่า crepuscular มีที่มาจากเวลาที่มันมักเกิด ที่เรียกว่า crepuscular hours คือในช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้น และก่อนพระอาทิตย์ตก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว มีความแตกต่างของแสง (contrast) มากนั่นเอง

แม้ว่า Crepuscular Ray จะดูเหมือนกับกระจายออกจากจุดเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว ลำแสงทั้งหลายนี้ขนานกัน (อย่าลืมว่า ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าโลกมากๆ) ภาพลวงตานี้มีสาเหตุมาจาก linear perspective

นอกจากจะเกิดบนท้องฟ้าแล้ว Crepuscular Ray ยังเกิดใต้น้ำได้อีกด้วย เช่น ภายใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก

Crepuscular Ray มี 3 ประเภทหลัก :

  1. ลำแสงที่ลอดจากช่องเปิดหรือรูของเมฆที่อยู่ระดับต่ำ เรียกว่า บันไดของจาคอป (Jacob's Ladder)
  2. ลำแสงกระจายออกจากหลังก้อนเมฆ
  3. ลำแสงสีออกชมพูหรือแดง พุ่งออกมาจากใต้ขอบฟ้า ซึ่งมักจะถูกเข้าใจว่าเป็น เสาแสง (Light Pillars)

ทำไมเราถึงเห็นลำแสง?

  1. เงา (shadow) : จะต้องมีวัตถุที่ปิดกั้นแสง ทำให้เกิดเงามืดระหว่างลำแสง อาจจะเป็น ก้อนเมฆ ต้นไม้ หรือ วัตถุอะไรก็ได้
  2. การกระเจิง (scattering) : เมื่อแสงส่องผ่านอากาศที่มีอนุภาคเล็กๆ เช่น ฝุ่น จะเกิดการกระเจิง ทำให้เราเห็นลำแสงได้ชัดเจนขึ้น เช่น ลำแสงของไฟหน้ารถที่วิ่งผ่านหมอก หรือฝุ่น
  3. (Linear Perspective) : เส้นต่างๆ ที่ออกมาจากจุดเดียวกันที่อยู่ไกลมาก จะดูเหมือนกับจะอยู่ห่างกันมากขึ้น เมื่อเข้ามาใกล้กับผู้สังเกตุการณ์ เช่น เสาไฟฟ้า หรือ ถนน

Links :

ปรากฏการณ์ทางแสงที่หายากในต่างประเทศ

อาทิตย์ทรงกลด - halo
22° Halo, 46° Halo, Parhelia (Sun Dogs), โค้งเซอคัมซินิทธัล (Circumzenithal Arc), อัปเปอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค (Upper Tangent Arc), โลเวอร์ แทนเจ้นท์ อาร์ค (Lower Tangent Arc), โค้งพาร์เฮลิค (Parhelic Circle), โค้งพาร์รี่ (Parry Arc), โค้งเฮลิแอค (Heliac Arc), โค้งวาเกนเนอร์ (Wegener Arc) ณ Yuzhno-Sakhalinsk ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 (2007)


วงพาร์เฮลิค, 22° ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้ง อัพเปอร์ แทนเจ้นท์
บันทึกได้ ณ ขั้วโลกใต้ ประกอบด้วย :

  • วงพาร์เฮลิค (parhelic circle) : เส้นขนานกับขอบฟ้า
  • ฮาโล 22° (22° halo) : วงกลม
  • ซันด๊อก (sun dog) : จุดสว่าง 2 จุด ซ้าย-ขวา
  • โค้ง อัพเปอร์ แทนเจ้นท์ (uppper tangent arc) : โค้งที่สัมผัสกับส่วนบนของฮาโล

Links :

ปรากฏการณ์อื่นๆ

Lunar Rainbow
AirySim


ความสัมพันธ์ระหว่างผลึกน้ำแข็งกับการเกิดปรากฏการณ์ทางแสง

แผนภาพแสดงการเกิดปรากฏการณ์ทางแสงแบบต่างๆ จากผลึกน้ำแข็งลักษณะต่างๆ กัน ในชั้นบรรยากาศ

จำลองจากแผนภาพจาก : http://www.atoptics.co.uk/halo/common.htm

22° Halo
46° Halo
column crystal 1column crystal 2
เรียงตัวแบบไม่มีแบบแผน (random)
Sundogs
CZA
120° Parhelia
Subsun
Subparhelia
Circumhorizontal Arc
plate crystal
เรียงตัวในแนวนอน
Lowitz Arcs
Upper Lowitz Arc
plate crystal
มีการหมุน
Upper Tangent Arc
Lower Tangent Arc
Circumscribed Halo
Anthelion
Supralateral Arc
Infralateral Arc (Infralateralbogen)
Parry Arc
Wegener's anthelic arc
Tricker's anthelic arc
Heliac arc
column crystal horizontal
เรียงตัวในแนวนอน
Upper Sun Pillar
Lower Sun Pillar
plate crystal horizontal
เรียงตัวในแนวนอน มีการเอียงด้วย
Parhelic Circle plate crystal horizontalcolumn crystal horizontal
เรียงตัวในแนวนอน
9° Halo
18° Halo
24° Halo
pyramidal crystal
เรียงตัวแบบไม่มีแบบแผน (random)

ในเขตหนาว เช่นในพื้นที่ที่อยู่ในเขตเส้นรุ้งสูงๆ หรือแบบสุดๆ ไปเลย เช่น ในแอนตาร์คติกา อุณหภูมิอากาศจะต่ำมาก และมีความชื้นน้อย การเกิดผลึกน้ำแข็งจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เป็นรูปทรง 6 เหลี่ยม ส่งผลให้การเกิดปรากฏการณ์ทางแสง เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และมีความหลากหลายมาก

ที่มาภาพ : www.its.caltech.edu

Hexagonal Plates
Hexagonal Columns

ผลึกน้ำแข็งที่เกิดในธรรมชาติ จะอยู่ในรูปแบบของ :

  1. hexagonal columns
  2. hexagonal plates
  3. dendritic crystals
  4. diamond dust

การเกิดผลึกน้ำแข็ง ขึ้นอยู่กับ ปริมาณความชื้น และ อุณหภูมิ

แกนหลัก, C เป็นเส้นที่ตั้งฉากกับแกนสมมาตรของรูปหกเหลี่ยม ระนาบที่ตั้งฉากกับแกนหลักนี้ เรียกว่า ระนาบหลัก (Basal Planes หรือ Basal Faces)

เราจะเรียกผลึกน้ำแข็ง ว่าเป็น Hexagonal Plates เมื่อ c มีขนาดสั้นกว่า a มากๆ

เราจะเรียกผลึกน้ำแข็ง ว่าเป็น Hexagonal Columns เมื่อ c มีขนาดยาวกว่า a มากๆ

เมื่อ ผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแบบแผ่น (hexagonal plates) ที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ เคลื่อนที่ลงสู่ด้านล่างด้วยน้ำหนักตัวของมัน มันจะวางตัวให้อยู่ในสภาพที่มี แรงต้านสูงสุด (maximum drag condition) โดยด้านหกเหลี่ยมจะอยู่ในแนวระนาบ ขณะที่ แกนหลัก (C) จะอยู่ในแนวตั้ง ผลึกน้ำแข็งอาจมีการส่ายบ้าง การเกิดฮาโลที่ชัดเจนจะเกิดขึ้น เมื่อแกน C ทำมุมเอียงไม่เกิน 1 องศาจากแนวตั้ง

ฮาโลแสงส่องผ่านผลึกด้านบน แล้วเกิดการหักเห
ซันด๊อกแสงส่องผ่านผลึกด้านข้าง แล้วเกิดการหักเห
โค้งเซอคัมเซนิทธัล และ โค้งเซอคัมฮอไรซันแสงส่องผ่านผลึกด้านบน แล้วหักเหผ่านผลึกด้านข้าง
ซับซัน และ ซันพิลล่าร์แสงสะท้อนจากผลึกด้านบน
วงพาร์เฮลิคแสงสะท้อนจากผลึกด้านข้าง

เบื้องหลังการเกิด 22° ฮาโล (22° Halo)

แผนภาพ แสดงการหักเหของแสง ผ่านผลึกน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์การเกิดกลด

Snell's Law
θ1 = มุมตกกระทบในตัวกลางที่ 1
θ2 = มุมหักเหในตัวกลางที่ 2
n1 = ดรรชนีหักเห ของตัวกลางที่ 1
n2 = ดรรชนีหักเห ของตัวกลางที่ 2

ผลึกน้ำแข็งที่เป็น Hexagonal Plates หรือ Hexagonal Columns จะมีหน้าตัดเป็นรูป 6 เหลี่ยม ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนปริซึม ที่มีมุม 60 องศา

อากาศ และ น้ำแข็ง มีค่าดรรชนีหักเห (Refraction Index) ไม่เท่ากัน เมื่อแสงเดินทางผ่านอากาศ ผ่านเข้าสู่ผลึกน้ำแข็ง และผ่านออกไปเข้าสู่อากาศอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดการหักเห 2 ครั้ง

มุมหักเหน้อยสุด (Angle of Minimum Deviation) คือ มุมระหว่างเส้นทางการเดินทางของแสงก่อนเข้าสู่ผลึกน้ำแข็ง กับเส้นทางการเดินทางของแสงเมื่อออกจากผลึกน้ำแข็ง เมื่อคำนวณจาก Snell's Law มีค่าเท่ากับ 21.8118° หรือ ประมาณ 22° นั่นเอง

การหักเหของแสงนี้ เป็นการอธิบายการเกิด 22° ฮาโล (22° Halo) ทำให้เกิดวงแสงรอบดวงอาทิตย์ ที่มีรัศมีที่มีขนาดเชิงมุม 22 องศา นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :
Refraction of Light
Prisms
Parhelions or Sun Dogs

ทำไมพระอาทิตย์ทรงกลดจึงมีสีแดงอยู่ด้านในวง?

แผนภาพ แสดงการหักเหของแสงสีต่างๆ ผ่านผลึกน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์การเกิดกลด

เมื่อเทียบกับแสงสีอื่นๆ ที่ตาคนเรามองเห็น (Visible Light) แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่า คือประมาณ 660 นาโนเมตร และมีค่า refraction index ในน้ำแข็งต่ำกว่า ทำให้มุมเบี่ยงเบน (Deviation Angle) มีค่าน้อยกว่าแสงสีอื่นๆ ผู้สังเกตุการณ์จึงจะมองเห็นวงแสงสีแดงอยู่เป็นวงในสุด ส่วนวงสีน้ำเงินจะอยู่ขอบนอก

อ่านเพิ่มเติม :
Parhelions or Sun Dogs

22° ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค

แผนภาพแสดงตำแหน่งการเกิด 22°ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค
จำลองจากแผนภาพในหนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd

โค้งพาร์เฮลิคจะเกิดเป็นวงขนาดใหญ่ อยู่ในแนวระนาบขนานกับพื้นดิน วงแสงจะผ่านดวงอาทิตย์ และตัดกับ 22° ฮาโล 2 จุด ณ ตำแหน่งที่เกิดซันด๊อกนั่นเอง

ทั้ง 22 ° ฮาโล, ซันด๊อก และ โค้งพาร์เฮลิค อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรืออาจเกิดเป็นปรากฏการณ์เดี่ยวก็ได้


หนังสือที่น่าสนใจ

หนังสือ Atmospheric Halos โดย Walter Tape

ที่มา : www.its.caltech.edu

หนังสือ Rainbows, Halos, and Glories ของ Robert Greenler

ที่มา : www.its.caltech.edu

หนังสือ Kaleidoscope Sky ของ Tim Herd

ที่มา : www.kaleidoscopesky.net




Facebook logo
Sci4Fun | Sky Phenomena 2012 | Kites | Flowers 3D | Religious Places | Et Cetera | Time-lapse | Water Rockets | Pitan Singhasaneh


รุ้ง | Sci4fun | กลับขึ้นข้างบน
คำถาม? ข้อคิดเห็น! ข้อเสนอแนะ . . . ติดต่อกับเราได้ครับ


All rights reserved.
Reproduction in whole or in part without permission is prohibited.
P i t a n S i n g h a s a n e h
ผู้เขียน : ดร. พิธาน สิงห์เสน่ห์
Writer : Dr.Pitan Singhasaneh